วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ท่องเที่ยวสัมมนากับโรงพยาบาลปากคาด จ.หนองคาย

27-30 พฤษภาคม 2553 ท่องเที่ยวสัมมนากับโรงพยาบาลปากคาด ความสุขและประทับใจมิรู้ลืม

รับประทานอาหารยามเย็น ณ วังน้ำเขียว และสัมผัสความสุขกับบรรยากาศที่สวยงามท่ามกลางป่าเขา พร้อมอาหารเลิศรส แบบพื้นเมือง

แซบบบบบบบบบ!!!!!!!!


สัมมนา ณ โรงแรมที่พัก

ท่านผู้อำนวยการให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ท่านสมาชิกซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ความรักและความผูกพันมีความสำคัญมาก 

แต่ไม่บังเอิญที่เรารัก รพ.ปากคาด
 

 
มาต่อกันที่ สวนผลไม้ สวนสุภัทราแลนด์ค่ะ
 


แล้วก็ข้ามไปเกาะร้าง เกาะรัก ณ เกาะเสม็ด



นั่นแน้.......

สุดท้ายนี้ต้องพูดว่า มากกว่าคำขอบคุณใดๆ ที่พี่พี่น้องน้องชาว รพ.ปากคาด ทุกท่าน ทำให้พวกเราทราบว่า พรหมลิขิต ความบังเอิญ มันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นได้ อย่างเช่นทริปนี้ ที่พวกเราคิดเสมอว่า เราได้มอบความสุขให้ทุกท่านไปด้วยหัวใจจากการทำงาน อย่างที่ท่าน ผอ. บอกพวกเราไว้จริงๆ



วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ดูหมาแพนดี้หมีแพนด้ากับน้องมาร์คคร้าบ ผม






วันนี้พาดูหมาแพนดี้ หมีแพนด้าที่เชียงใหม่ครับ

บรรยากาศในสวนสัตว์เชียงใหม่ครับ

เจอหมีแพนด้าแล้วครับ

ความสุขที่ยิ่งใหญ่ของหัวใจดวงเล็ก ๆ

สนุกมากเลยครับ
ได้เวลากลับบ้านแล้วบ๊าย บ๊าย สุขสันต์วันเกิดครบ 1 ขวบปีด้วยน่ะครับหลิงปิง

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

"เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก ที่กว๊านพะเยา"


จังหวัดพะเยา จัดกิจกรรม "เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก ที่กว๊านพะเยา" 1 ปี มีเพียง 3 ครั้ง เฉพาะวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา
ขอเชิญพุทธศาสนิกชน และ นักท่องเที่ยว ลงเรือไปกราบสักการะหลวงพ่อศิลา พระพุทธรูปเก่าแก่ อายุกว่า 500 ปี ประดิษฐานอยู่ ณ วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา พร้อมนั่งเรือเวียนเทียน 3 รอบ
โดยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2553 ตรงกับ วันมาฆบูชา , วันที่ 28 พฤษภาคม 2553 ตรงกับ วันวิสาขบูชา และสุดท้าย วันที่ 26 กรกฎาคม 2553 ตรงกับ วันอาสาฬหบูชา
โดย ณ ท่าเรือวัดติโลกอาราม ถ.ชายกว๊าน จะมีเรือพายให้บริการตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุด คือ ช่วงตะวันตกดิน หรือ ประมาณ 18.00 น. เป็นต้นไป

ทางการเดินทาง


จากแยกประตูชัยเข้าสู่ตัวเมืองพะเยาใช้ถนน

ประตูชัย ต่อด้วยถนนพหลโยธินไปจนถึงธนาคาร

กสิกรไทยเลี้ยวซ้ายลงสู่ถนนท่ากว๊าน วิ่งเลาะ

ริมกว๊านจนถึงท่าเรือแจว ข้ามไปวัดติโลกอาราม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย โทร. 0-5371-7433, 0-5374-4674-5

สายด่วนท่องเที่ยว 1672

ขอขอบคุณข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
http://thai.tourismthailand.org/festival-event/grand-content-7644.html

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือราวเดือนพฤษภาคม แต่หากตรงกับปีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน วันวิสาขบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๗ หรือราวเดือนมิถุนายน
วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (คือเดือน ๖) ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ๓ ประการ ในวันวิสาขบูชา ดังนี้
ประสูติ
๑. เป็นวันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ณ ลุมพินีสถาน เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางได้รับพระบรมราชานุญาต จากพระสวามี ให้แปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครเดิมของพระนาง เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ครั้นพระกุมารประสูติได้ ๕ วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า "สิทธัตถะ" ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ออกบวช จนบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (ญาณอันประเสริฐสูงสุด) สำเร็จเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า จึงถือว่าวันนี้เป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้า

ตรัสรู้

๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อนุตตรสัมโพธิญาณ ณ ร่มพระศรีมหาโพธิบัลลังก์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี

การตรัสอริยสัจสี่ คือของจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ของพระพุทธเจ้า เป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน วันตรัสของพระพุทธเจ้า จึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่ให้เกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกชาวพุทธทั่วไป จึงเรียกวันวิสาขบูชาว่า วันพระพุทธ(เจ้า) อันมีประวัติว่า พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้า "ฌาน" เพื่อให้บรรลุ "ญาณ" จนเวลาผ่านไปจนถึง ...

ยามต้น : ทรงบรรลุ "ปุพเพนิวาสานุติญาณ" คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น

ยามสอง : ทรงบรรลุ "จุตูปปาตญาณ" คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ยามสาม : ทรงบรรลุ "อาสวักขญาณ" คือรู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจสี่ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้น พระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ อริยสัจ ๔ หรือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่

๑. ทุกข์ คือ ความลำบาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ

๒. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ และ

๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์
ทั้ง ๔ ข้อนี้ถือเป็นสัจธรรม เรียกว่า อริยสัจ เพราะเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าทรงค้นพบ เป็นสัจธรรมชั้นสูง ประเสริฐกว่าสัจธรรมสามัญทั่วไป
ปรินิพพาน
๓. เป็นวันปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ร่มไม้รัง (ต้นสาละ) คู่ ในสาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป) การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ก็ถือเป็นวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกเพราะชาวพุทธทั่วโลกได้สูญเสียดวงประทีปของโลก เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และครั้งสำคัญชาวพุทธทั่วไปมีความเศร้าสลดเสียใจและอาลัยสุดจะพรรณนา อันมีประวัติว่าเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมมาเป็นเวลานานถึง ๔๕ ปี ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๖ พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีนั้น ได้มีปริพาชกผู้หนึ่ง ชื่อสุภัททะขอเข้าเฝ้า และได้อุปสมบทเป็นพระพุทธสาวกองค์สุดท้าย เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน ๖ นั้น
วันวิสาขบูชา จึงนับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระองค์ ที่มีต่อปวงมนุษย์และสรรพสัตว์อันหาที่สุดมิได้
การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา จุดมุ่งหมายในการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา เพื่อรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณพระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ


พุทธกิจ ๕ ประการ
๑. ตอนเช้า เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ คือเสด็จไปโปรดจริง เพราะทรงพิจารณาเห็นตอนจวนสว่างแล้ว ว่าวันนี้มีใครบ้างที่ควรไปโปรดทรงสนทนา หรือแสดงธรรมให้ละความเห็นผิดบ้าง เป็นต้น

๒. ตอนบ่าย ทรงแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชนที่มาเฝ้า ณ ที่ประทับ ซึ่งปรากฏว่าไม่วาพระองค์จะประทับอยู่ที่ใด ประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่าตลอดถึง ผู้ปกครอง นครแคว้นจะชวนกันมาเฝ้าเพื่อสดับตับพระธรรมเทศนาทุกวันมิได้ขาด

๓. ตอนเย็น ทรงเเสดงโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งมวลที่อยู่ประจำ ณ สถานที่นั้นบางวันก็มีภิกษุจากที่อื่นมาสมทบด้วยเป็นจำนวนมาก

๔. ตอนเที่ยงคืน ทรงแก้ปัญหาหรือตอบปัญหาเทวดา หมายถึง เทพพวกต่างๆ หรือกษัตริย์ซึ่งเป็นสมมติเทพ ผู้สงสัยในปัญญาและปัญหาธรรม

๕. ตอนเช้ามืด จนสว่าง ทรงพิจารณาสัตว์โลกที่มีอุปนิสัยที่พระองค์จะเสด็จไปโปรดได้ แล้วเสด็จไปโปรดโดยการไปบิณฑบาตดังกล่าวแล้วในข้อ ๑
โดยนัยดังกล่าวมานี้พระพุทธองค์ทรงมีเวลาว่าอยู่เพียงเล็กน้อยตอนเช้าหลังเสวยอาหารเช้าแล้ว แต่ก็เป็นเวลาที่ต้องทรงต้อนรับอาคันตุกะ ผู้มาเยือนอยู่เนืองๆ เสวยน้อย บรรทมน้อย แต่ทรงบำเพ็ญพุทธกิจมาก ตลอดเวลา ๔๕ พรรษานั้นเอง ประชาชนชาวโลกระลึกถึงพระคุณของพระองค์ดังกล่าวมาโดยย่อนี้ จึงถือเอาวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระองค์เป็นวันสำคัญ จัดพิธีวิสาขบูชาขึ้นในทุกประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา
ธรรมเนียมการปฏิบัติในวันวิสาขบูชา


เมื่อวันวิสาขบูชาเวียนมาถึงในรอบปี พุทธศาสนาชนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต (พระสงฆ์ สามเณร) หรือ ฆราวาส (ผู้ครองเรือน) ทั่วไป จะร่วมกันประกอบพิธีเป็นการพิเศษทำการสักการบูชาเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณา พระปัญญาคุณ และพระวิสุทธิคุณ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงประทีปโลก เมื่อวันวิสาขบูชา ซึ่งตรงในวันเดียวกัน ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งในรอบปี คือ เวียนมาบรรจบในวันเพ็ญวิสาขบูชา กลางเดือน ๖ ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนของไทยเรา ชาวพุทธทั่วโลกจึงประกอบพิธีสักการบูชา การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา แบ่งออกเป็น ๓ พิธี คือ

๑.พิธีหลวง (พระราชพิธี)

๒.พิธีราษฎร์ (พิธีของประชาชนทั่วไป)

๓.พิธีของพระสงฆ์ (คือพิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจเนื่องในวันสำคัญวันนี้)
การประกอบพิธีและบทสวดมนต์ในวันวิสาขบูชา ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการประกอบพิธีในวันมาฆบูชา

๑. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล

๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา

๓. ไปเวียนเทียน ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา

๔. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา

๕. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ

ขอขอบคุณข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อนสามารถอ่านข้อมูล
เพิ่มเติมได้ที่
http://thai.tourismthailand.org/festival-event/grand-content-5708.html

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

10 อันดับ "สวรรค์บนดิน" ตอนที่ 1 


โลกใบนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมากมาย นอกจากจุดหมายปลายทางสุดฮอต เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ มัลดีฟส์ บาหลี ฮาวาย ฮ่องกง กระบี่ ภูเก็ต ฯลฯ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักกันดีแล้ว ยังมีสถานที่สวยงามหลายแห่งที่ถูกโลก (นักท่องเที่ยว) ลืม หรือแทบไม่เคยถูกกล่าวถึงตามสื่อต่างๆ เลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อาสค์เมน ดอทคอม เผย 10 อันดับ "สวรรค์บนดิน" ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ห่างไกล เป็นเขตอนุรักษ์ หรือไม่ก็เป็นเขต (เคยถูก) หวงห้าม หลายแห่งความศิวิไลซ์ยังเข้าไปไม่ถึง ทั้งมีความเงียบสงบ สภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ และมักไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ซึ่งผู้เขียนต้นฉบับแอบสารภาพว่า รู้สึกผิดเล็กน้อยที่นำสถานที่เหล่านี้มาเปิดเผยให้ทุกคนทราบ


10. เกาะ Vieques ประเทศเปอร์โตริโก



เกาะ Vieques หรือ "Isla Vieques" แห่งนี้ ถูกกองทัพเรือสหรัฐเข้ายึดครองนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941-2003 (พ.ศ. 2484-2546) ตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปี เกาะแห่งนี้ถูกทหารเรืออเมริกันใช้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติการณ์ด้านการทหาร และทดสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการทดสอบกระสุนบรรจุอัลลอยด์ที่มี "depleted uranium" สามารถยิงทะลุทะลวง ทำลายจรวด รถถัง และยานเกราะได้




ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างที่กองทัพเรือสหรัฐมาประจำการอยู่ที่นี่ เกาะที่เคยสงบ สวยงาม ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จึงกลายสภาพเป็นเกาะที่อุดมไปด้วยมลพิษ และมีอัตราการเกิดโรคมะเร็งสูง (กองทัพเรือสหรัฐครอบครองพื้นที่เกาะ 70% ส่วนอีก 30% เป็นที่อยู่อาศัยของคนพื้นเมือง)

หลังจากชาวบ้านที่ทำงานเป็นลูกจ้างให้กองทัพเรือเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการ ยิงระเบิดพลาดเป้า บรรดาชาวเกาะและชาวเปอร์โตริโกบนผืนแผ่นดินใหญ่ ตลอดจนบรรดานักสิ่งแวดล้อม และนักรณรงค์ทั่วโลก (รวมทั้งชาวอเมริกัน) จึงออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้กองทัพเรือสหรัฐหยุดทดสอบขีปนาวุธ ในที่สุดกองทัพเรือสหรัฐจึงประกาศยุติภารกิจต่างๆ บนเกาะแห่งนี้ และถอนกำลังออกจากพื้นที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2003

แม้จะเคยถูกใช้เป็นสถานที่ทดสอบอาวุธร้ายแรงบริเวณปลายสุดทางด้านตะวันออก แต่พื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะ (เนื้อที่กว่า 8.3 หมื่นไร่) แห่งนี้ ยังคงเต็มไปด้วยผืนป่าและภูเขาเขียวชอุ่ม อุดมสมบูรณ์ มีหาดทรายสีขาวเป็นแนวยาวหลายแห่ง และไม่เคยถูกมนุษย์เข้าไปรบกวนนานเกือบ 70 ปี





ปัจจุบัน เกาะแห่งนี้เป็นของกรมประมงและสัตว์ป่าแห่งชาติสหรัฐ แต่บริหารจัดการโดยทางการเปอร์โตริโก หลังทหารเรืออเมริกันออกจากเกาะ พื้นที่ธรรมชาติที่เคยเป็นเขตหวงห้ามและไม่เคยมีใครแตะต้องมานานก็ถูกเปิด ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจตรวจตราได้อย่างเต็มที่ ยกเว้นส่วนที่เคยใช้เป็นสถานที่ทดสอบอาวุธซึ่งถูกปิดตายไม่ให้ใครเข้า เนื่องจากเกรงว่าจะมีสารพิษปนเปื้อนตกค้างอยู่ในดินนั่นเอง

บนเกาะแห่งนี้มีโรงแรมสุดเก๋ชื่อ "Bravo Beach Hotel" แต่ที่นั่นไม่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเด็กมาด้วย เพราะแขกที่มาเข้าพักจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ทั้งนี้เพื่อให้มีบรรยากาศที่สงบเงียบ เหมาะสำหรับใช้เป็นสถานที่ปลีกวิเวกอย่างแท้จริง



9. หมู่เกาะเฟอร์นันโด (Fernando de Noronha) ประเทศบราซิล



ดูเหมือนว่าอะไรก็ตามที่เข้าถึงยาก ย่อมเป็นที่สนใจและน่าค้นหาเสมอ หมู่เกาะเฟอร์นันโด ของประเทศบราซิลก็เช่นเดียวกัน

หมู่เกาะเฟอร์นันโด อยู่ห่างจากชายฝั่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิลราว 200 ไมล์ (322 ก.ม.) ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยจำนวน 21 เกาะด้วยกัน และเพื่อป้องกันไม่ให้หมู่เกาะแห่งนี้บอบช้ำหรือถูกทำลายจากการมาเยือนของ นักท่องเที่ยว จึงอนุญาติให้เข้าไปเยือนได้คราวละไม่เกิน 240 คนเท่านั้น ที่สำคัญไปถึงแล้วนักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องจ่าย "ภาษีสิ่งแวดล้อม" ด้วย





ในแถบนี้มีเพียงเกาะหลักเท่านั้นที่มีประชาชนอาศัยอยู่ และเป็นเกาะที่นักท่องเที่ยวจะได้พักอาศัยในบูติกเกสต์เฮ้าส์สไตล์แปลก แต่สำหรับผู้ที่ชอบความหรูหรา สะดวกสบาย ต้องไปพักที่โรงแรม Pousada Maravilha เพราะที่นั่นจะมีบังกาโลที่หันหน้าออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกไว้คอยบริการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

อย่างไรก็ตาม นอกจากการดำน้ำ ว่ายน้ำ เล่นเซิร์ฟ เดินชมธรรมชาติของป่าเขา และชมพระอาทิตย์ตกแล้ว บนเกาะแห่งนี้ก็แทบไม่มีอะไรอื่นๆ ให้ทำมากนัก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมาพักผ่อนอย่างเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติอันอุดม สมบูรณ์





หมายเหตุ: ในอดีตที่นี่เคยถูกใช้เป็นสถานที่กักกันนักโทษ แต่ปัจจุบันได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เนื่องจากมีสัตว์ทั้งในน้ำและบนบกชุกชุม อาทิ ปลาโลมา (เป็นจำนวนมาก) เต่าทะเล นกนานาชนิด ฯลฯ ในจำนวนนี้มีสัตว์บางชนิดที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์



8. Morzine ประเทศฝรั่งเศส



สวรรค์บนดินที่เป็นดินแดนแห่งป่าสนดังที่เห็นในภาพ คือ หมู่บ้านในประเทศฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า "Morzine" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใจกลาง "Portes du Soleil"* ระหว่างยอดเขามองต์บลังก์และทะเลสาปเจนีวาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

* Portes du Soleil คือ แหล่งสกีที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลบริเวณเทือกเขาแอลป์ อันเป็นที่ตั้งของสกีรีสอร์ททั้งที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์

"Morzine" เป็นหมู่บ้านที่รายล้อมไปด้วยป่าสนบนความสูงระดับ 1,000 เมตร ซึ่งถือเป็นย่านสกีรีสอร์ทที่อยู่ในระดับต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นหัดเล่นสกี หรือเล่นสกีในช่วงที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ ทำให้ผู้มาเยือนและแวะพักในหมู่บ้านแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่มา พักผ่อนกันเป็นครอบครัว ส่วนผู้ที่มาเพื่อเล่นสกีโดยเฉพาะมักจะผ่านเลยไปยังสกีรีสอร์ทที่อยู่สูง ขึ้นไป





หมู่บ้านแห่งนี้มีโรงแรมเล็กๆ น่าพักหลายแห่ง ซึ่งผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตในแบบดั้งเดิมของคนท้องถิ่น แต่ก็ได้รับความสะดวกสบายสไตล์โมเดิร์นในขณะเดียวกัน ทั้งยังมีอากาศที่บริสุทธิ์มากๆ ช่วงหน้าหนาวทั้งหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน แต่ในช่วงฤดูอื่นๆ หมู่บ้านแห่งนี้จะเขียวชอุ่มไปด้วยทุ่งหญ้าและป่าสน

นอกจากสกีแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ยังมีกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกทำ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยาน เดินทางไกล เล่นไอซ์สเก็ต หรือแม้กระทั่งการตีกอล์ฟ เป็นต้น




แต่ถ้าใครไม่อยากเคลื่อนไหวหรือใช้พลังงานในช่วงกลางวันมากนัก ก็สามารถนอนพักผ่อน นั่งชมวิว หรืออ่านหนังสือหน้าเตาผิง เพื่อออมแรงไว้ตะลุยราตรีในยามค่ำคืนตามบาร์ต่างๆ ซึ่งจะมีวงดนตรีคอยขับกล่อม สลับกับดีเจรับเชิญในบางโอกาส ส่วนคอกีฬาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดการแข่งขันนัดสำคัญ เพราะตามบาร์จะมีจอขนาดใหญ่ให้นักท่องราตรีที่มีกีฬาในหัวใจได้ร่วมเชียร์ และชมไปพร้อมๆ กัน



7. เขตอนุรักษ์สัตว์ป่าทอร์นี่บุช สาธารณรัฐแอฟริกาใต้



เขตอนุรักษ์สัตว์ป่าทอร์นี่บุช ตั้งอยู่ใจกลางย่านโลว์เวลด์ ติดกับอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ถึงแม้ว่าจะตั้งอยู่กลางป่าเขาที่มีสัตว์ป่าชุกชุม แต่ที่นี่ก็เป็นสถานที่พักผ่อนและท่องซาฟารีสุดหรูระดับ 5 ดาว ที่มีบ้านพักให้เลือกหลากหลาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ถ้าใครชอบใช้ชีวิตแบบลุยๆ กลางป่าเขาแต่ไม่วายติดหรู ต้องเลือกที่พักแบบ "Chapungu Luxury Tented Camp" (ถึงจะเรียกเต็นท์แคมป์ แต่ความจริงแล้วเป็นบ้านไม้ลักษณะคล้ายกระท่อม ภายในหรูหรา และมีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบเต็มพิกัด รวมทั้งอ่างจากุชชี่) ซึ่งผู้มาเยือนจะได้สัมผัสบรรยากาศการตกแต่งห้องพักสไตล์แอฟริกันขนานแท้ใน ยุคล่าอาณานิคม แต่จะเปิดให้เข้าพักได้ครั้งละไม่เกิน 16 คน (มีทั้งหมด 8 หลัง) และผู้เข้าพักต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปีเท่านั้น




หรือจะเลือกพักในบ้านสุดหรูหลากสไตล์ ที่ได้มาตรฐานระดับโรงแรม 5 ดาว แล้วรอดูพระอาทิตย์ตกขณะแช่น้ำร้อนบนระเบียงส่วนตัว ซึ่งถ้าโชคดีก็อาจได้เห็นสัตว์ป่าออกมาเดินเพ่นพ่านให้ชมถึงที่ แต่ถ้ารู้สึกเหนื่อยล้าหลังนั่งรถจิ๊ปท่องซาฟารีไล่ล่า (ถ่ายรูป) บิ๊กไฟว์* กันมาทั้งวัน ที่นี่ก็มีสปาหรูระดับเวิลด์คลาส (อามานี่ สปา) ไว้คอยบริการเช่นกัน

* บิ๊กไฟว์ ได้แก่ สัตว์ป่าที่นักท่องซาฟารีมักพบเจอตัวได้ยาก ประกอบด้วย ช้างป่า สิงโต ควายป่า เสือดาว แรดขาว และแรดดำ






6. Algonquin Park ประเทศแคนาดา




อุทยาน Algonquin ตั้งอยู่ในรัฐออนตาริโอ ห่างจากเมืองโตรอนโตเพียง 3 ช.ม. (ทางรถยนต์) อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณและสัตว์ป่าหลากหลาย อาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลบนเนื้อที่ 7,630 ตารางกิโลเมตร

ภายในอุทยานประกอบด้วยป่าสน แม่น้ำลำธารหลายสาย และอีกกว่า 2,400 ทะเลสาป ทั้งยังมีจุดตั้งแคมป์ ที่พัก สำนักอุทยาน พร้อมด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์





นอกจากการตั้งแคมป์แล้ว การเข้าพักในบ้านพักที่พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก บนทำเลที่สวยงามก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะล็อกเคบิน "Killarney Lodge" ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ ริมทะเลสาปซึ่งเต็มไปด้วยปลาเทราท์ ส่วนกิจกรรมที่น่าสนใจก็คือ การว่ายน้ำ ตกปลา เดินป่า พายเรือแคนู และถ้าโชคดีก็อาจได้เจอกวางมูสและตัวบีเวอร์ แต่ถ้าโชคไม่ดีนักก็อาจได้เจอหมีดำที่อาศัยอยู่ในอุทยานราว 2 พันตัว




- โปรดติดตามตอนต่อไป - 

ขอบคุณข้อมูลจาก

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

10 อาหารพื้นเมืองสุดพิสดาร 

           ในการเดินทางไปเยือนต่างบ้านต่างเมือง นอกจากการโพสต์ท่าถ่ายรูปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว การศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละชนชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน

            แต่ถ้าใครไม่ค่อยมีเวลา และไม่ชอบอะไรที่ออกแนววิชาการมากเกินไป อีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการศึกษาวัฒนธรรมที่หลากหลาย ก็คือการลองรับประทานอาหารพื้นเมืองแท้ๆ ของแต่ละท้องถิ่นนั่นเอง
ต้องบอกก่อนว่า อาหารเหล่านี้อาจแลดูแปลกประหลาด และเป็นเมนูเปิบพิสดารในสายตาคนต่างถิ่น แต่คนในพื้นที่เขาเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา และสามารถหารับประทานได้ทั่วไป

            มาดูกันว่า...อาหารพื้นเมืองที่นักท่องเที่ยวเห็นแล้วเป็นต้องสะดุ้ง ขนลุก หรือลงความเห็นว่าแปลกประหลาดสุดๆ นั้น มีอะไรบ้าง (คำเตือน: อาจมีภาพและข้อความชวนยี้)

1. ซุปรังนก - ประเทศจีน



     สำหรับคนเอเชียอย่างเรา การรับประทานรังนกถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา (ถ้ามีตังค์) ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า "รังนกแท้" ถือเป็นอาหารที่หายากและมีราคาแพง ถึงขนาดได้รับฉายาว่าเป็น "คาเวียร์" ของโลกตะวันออกเลยทีเดียว

     สาเหตุที่ฝรั่งหรือคนต่างชาติรู้สึกว่ารังนกเป็นอาหารที่แปลกประหลาดสุดๆ เพราะรังนกแท้ได้มาจากน้ำลายของนกนางแอ่นที่สำรอกออกมาแล้วจับตัวแข็งเป็น รูปร่างคล้ายรังนกนั่นเอง ดังนั้น เมื่อเห็นว่ารังนกเป็นอาหารอันโอชะของหลายประเทศในแถบเอเชีย และมีราคาแพงมากๆ เขาจึงอดแปลกใจไม่ได้ว่าพวกเรากินน้ำลายนกเข้าไปได้ยังไงกัน



2. ตัวบึ้งทอด - ประเทศกัมพูชา



อย่าว่าแต่ฝรั่งเลย แม้แต่คนไทยอย่างเราๆ ถ้าได้เห็นตัวประหลาด 8 ขา สีดำ ขนปุย ถูกทอดขายแบบมาทั้งตัว อวัยวะทุกส่วน (แม้แต่เขี้ยว ขา และขน) อยู่ครบ ก็คงรู้สึกแปลกๆ และอดขนลุกไม่ได้เหมือนกัน

"ตัวบึ้งหรือแมงมุมยักษ์" ที่มีทั้งแบบอบ ย่าง และทอดกระเทียมนี้ ถือเป็นอาหารยอดนิยมของคนกัมพูชา เขาขายกันเป็นล่ำเป็นสันที่ข้างถนนในเมืองสะกุน จ.จำปงจาม จนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะชมให้เห็นกับตา และถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ส่วนจะซื้อหาและทดลองชิมหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง



3. ปลาปักเป้า - ประเทศญี่ปุ่น

"ปลาปักเป้า" หรือ "ฟุกุ" เป็นได้ทั้งอาหารอันโอชะและยาพิษร้ายในขณะเดียวกัน...

เป็นที่รู้กันว่า "ปลาปักเป้า" ทุกชนิดเป็นปลาที่มีสารพิษ เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงกว่าไซยาไนด์ถึง 1,250 เท่าอยู่ในตัว โดยเฉพาะบริเวณหนัง ไข่ เนื้อ ตับ และลำไส้ ดังนั้น การรับประทานพิษปลาปักเป้าเข้าไปแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจถึงแก่ความตายได้

ด้วยเหตุนี้ ประเทศญี่ปุ่นจึงออกกฏหมายให้เฉพาะพ่อครัวที่มีใบอนุญาตเท่านั้น ที่สามารถชำแหละเนื้อปลาปักเป้าเพื่อนำมาทำเป็นอาหารได้





4. ไข่บาลุต - ประเทศฟิลิปปินส์


เมนูเด็ดของแดนตากาล็อกประจำวันนี้ คือ ไข่บาลุต ซึ่งก็คือไข่ต้มที่มีตัวอ่อนของเป็ด (หรือไก่) อยู่ภายใน สามารถหาทานได้ทั่วไปตามท้องถนน

ส่วนวิธีรับประทานนั้นก็ไม่ยาก แค่ปอกเปลือกด้านบนออก เหยาะเกลือ น้ำมะนาว พริกไทย และผักชีลงไป (บางคนอาจจะใส่พริกและน้ำส้มสายชู) จากนั้นก็ซดน้ำ (ในไข่) แล้วแกะเปลือกไข่ส่วนที่เหลือออกเพื่อทานไข่แดงและเคี้ยวตัวอ่อนที่กำลัง กรุ๊บๆ




5. คาสุ มาร์ซู - เกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี


คาสุ มาร์ซู (Casu Marzu) คือ ชีสนมแกะที่ภายในมีรูพรุน อันอุดมไปด้วย "หนอนแมลงวัน" แม้ปัจจุบัน ทางอียูจะกำหนดให้ชีส "คาสุ มาร์ซู" เป็นอาหารที่ผิดกฏหมายและผิดหลักโภชนาการอย่างแรง แต่แฟนพันธุ์แท้ของชีสชนิดนี้ ก็ยังคงซื้อหามารับประทานได้จากตลาดมืดซึ่งเป็นที่รู้กัน

หากแปลตรงตัว "คาสุ มาร์ซู" จะหมายถึง "ชีสเน่า" หรือที่ชาวซาร์ดิเนียนเรียกว่า "ชีสหนอน" นั่นเอง เนื่องจากภายในชีสจะมีหนอนตัวขาวใส ความยาวประมาณ 8 ม.ม. ดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก หนอนเหล่านี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเร่งกระบวนการหมักให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทำให้ไขมันแตกตัว

กล่าวกันว่าชีสชนิดนี้มีความอ่อนนุ่มมาก เนื่องจากมีของเหลวแทรกซึมอยู่ในเนื้อชีส แต่จะต้องรีบทานในขณะที่หนอนยังมีชีวิตอยู่ เพราะถ้ารอให้หนอนตายก่อน ชีสก้อนนั้นจะถือว่าเป็นอาหารมีพิษทันที

และถ้ายังยี้ไม่พอ ขอบอกว่า...ถ้าใครเอามือไปโดนหรือเอาอะไรเขี่ยหนอนที่อยู่ในชีส พวกมันจะกระโดดใส่ทันที (หนอนพวกนี้สามารถดีดตัวได้สูงถึง 15 ซ.ม.) ซึ่งถ้าหากไม่ระวังล่ะก็อาจกระเด็นเข้าตาได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนนำชีสไปล้างก่อนรับประทาน ขณะที่บางคนใช้ถุงพลาสติกปิดคลุมไว้ก่อนเพื่อให้หนอนขาดออกซิเจนและอ่อนแรง ก่อนที่จะตายในที่สุด แต่วิธีหลังถือว่าอันตรายเพราะอาจทำให้เกิดอาหารเป็นพิษจนต้องหามส่งโรง พยาบาลได้


6. เซอร์สตอร์มมิง - สวีเดน


หนึ่งในอาหารแปลกที่สุดในโลกจานนี้ สามารถซื้อหามารับประทานได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในสวีเดน และเจ้าอาหารแปลกที่ว่านี้ก็คือ “เซอร์สตอร์มมิง” หรือ “ปลาเฮอร์ริงเน่า” นั่นเอง

สำหรับท่านที่ไม่ชอบปลาร้า เวลาได้กลิ่นอาจทำหน้าเหยเกแล้วบ่นว่า "เหม็น" แต่เชื่อหรือไม่ว่าปลาร้า 10 ไหก็ยังชิดซ้ายปลาเน่า “เซอร์สตอร์มมิง” จากสวีเดน เพราะแค่เพียงกระป๋องเดียว ก็อาจทำให้คลื่นเหียนอาเจียนไปทั้งหมู่บ้าน

ส่วนจะเหม็นแค่ไหนนั้น...ลองนึกภาพดูแล้วกันว่าเวลาจะรับประทาน ต้องนั่งทาน "กลางแจ้ง" ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกเท่านั้น

“เซอร์สตอร์มมิง” ผลิตจากปลาเฮอร์ริงในทะเลบอลติกที่ถูกจับขึ้นมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปลาเหล่านี้จะถูกหมักอยู่ในถังราว 1-2 เดือน จากนั้นจึงนำมาบรรจุลงกระป๋องเพื่อหมักต่อ และรอให้ปลาเน่าสนิทอีกราว 6 เดือน จนกระป๋องเริ่มบวมเป่ง (เพราะภายในมีแก๊สที่เกิดจากปลาเน่า) เป็นอันใช้ได้ จากนั้นจึงเริ่มนำออกขายตามท้องตลาด

และเนื่องจากภายในกระป๋องมีแรงดันของแก๊ส จึงมักเกิดเหตุการณ์ “เซอร์สตอร์มมิง” ระเบิด ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณขณะขนส่ง หรือระหว่างที่เก็บเอาไว้ในโกดังบ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้บรรดาสายการบินจึงระบุว่า “เซอร์สตอร์มมิง” เป็นวัตถุอันตราย และห้ามไม่ให้นำขึ้นเครื่องโดยเด็ดขาด

คนสวีเดนมักรับประทานปลาเน่าชนิดนี้กับขนมปังแผ่นใหญ่ (บางๆ) และมันฝรั่งต้ม ขณะที่บางคนนิยมทานร่วมกับนม เบียร์ หรือน้ำเปล่า เพื่อให้ทานง่ายขึ้น


7. ปลาหมึกเป็นๆ - เกาหลีใต้



สำหรับท่านที่เป็นแฟนซีรีย์เกาหลี คงเคยเห็นอาหารจานนี้ผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้ว...

เมนูนี้มีชื่อว่า "Sannakji" (แถวบ้านเราเรียกว่า "ปลาหมึกสด") วิธีทำก็ง่ายๆ แค่นำปลาหมึกเป็นๆ มาหั่น ราดด้วยน้ำมันงาแล้วเสิร์ฟทันที

ขณะอยู่ในจานหนวดปลาหมึกจะยังคงดิ้นดุ๊กดิ๊ก และดูดติดกับจานหรืออะไรก็ตามที่เข้าไปสัมผัส ดังนั้น เวลารับประทานจึงต้องใช้ความพยายามในการคีบมากเป็นพิเศษ และต้องต่อสู้กับหนวดปลาหมึกเล็กน้อย

แต่ใช่ว่าคีบได้แล้วเรื่องจะจบ เพราะเวลาที่อยู่ในปากปลาหมึกอาจยังคงดูดติดฟัน เพดานปาก และลิ้นของเรา แถมยังดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมาเวลาเวลาเคี้ยว จึงต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนลงคอ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและเสียฟอร์มเพราะสำลัก หรือ (หนวด) ปลาหมึกติดคอ



8. กาแฟ Kopi Luwak - อินโดนีเซีย





เมื่อไม่นานมานี้ "บีเอสเอ็นนิวส์" เคยนำเสนอเรื่องราวของกาแฟ "Kopi Luwak" ที่ได้ชื่อว่าหายากและมีราคา "แพงที่สุดในโลก" มาแล้วครั้งหนึ่ง

เมล็ดกาแฟชนิดนี้ ได้มาจากระบบขับถ่าย (อึ) ของตัวชะมดชนิดหนึ่งซึ่งชาวอินโดฯ เรียกว่า Luwak สัตว์ชนิดนี้จะกินผลกาแฟสดเข้าไป แล้วขับถ่ายเมล็ดกาแฟออกมา กล่าวกันว่าเมล็ดกาแฟที่ผ่านกระบวนการนี้จะมีกลิ่นหอมและรสชาติดีเป็นพิเศษ




กาแฟ "Kopi Luwak" พบได้บนเกาะสุมาตรา ชวา และสุลาเวสี ปัจจุบันเริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยความที่หายากเมล็ดกาแฟชนิดนี้จึงมีราคาขายสูงถึง 100-600 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,400 - 20,400 บาท) ต่อ 1 ปอนด์ (0.45 กก.) เลยทีเดียว



9. หัวใจ (สดๆ) นกพัฟฟิน - ไอซ์แลนด์



ต้องบอกว่า...เมนูนี้ค่อนข้างโหดร้ายและเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ก็ใครจะไปนึกว่าคนไอซ์แลนด์เขาจะใช้ตาข่ายขนาดใหญ่ดักจับนกพัฟฟินมาหักคอ ถลกหนัง แล้วควักหัวใจออกมาทานกันสดๆ ขณะที่เนื้อมักถูกนำไปรมควัน ย่าง ทอด หรือกลายเป็นเมนูอันโอชะตามภัตตาคารหรูต่างๆ

แม้ว่าไอซ์แลนด์ จะเป็นหนึ่งในถิ่นอาศัยของฝูงนกพัฟฟินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ผลจากการที่ถูกมนุษย์บุกรุกถิ่นฐาน และไล่ล่าเอาทั้งไข่และเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับนกพัฟฟิน ด้วยวิธี "สกาย ฟิชชิ่ง" หรือใช้ตาข่ายขนาดใหญ่ดักจับนกโชคร้าย ก็ยิ่งทำให้นกดังกล่าวมีปริมาณลดลงอย่างฮวบฮาบ



เชฟดัง "กอร์ดอน แลมเซ่ย์" โดนวิจารณ์อย่างหนัก หลังสาธิตการกินหัวใจนกพัฟฟินออกรายการทีวี


10. เหล้าดองงู - เวียดนาม



เหล้าดองงู มีต้นกำเนิดที่ประเทศเวียดนาม ต่อมาได้แพร่ขยายไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนใต้ของจีน

ถึงแม้ว่างูที่เห็นบรรจุอยู่ในขวดเหล้าจะเป็นงูพิษ แต่การที่งูถูกแช่เหล้าเป็นเวลานานๆ จะทำให้พิษค่อยๆ เจือจางและถูกทำลายไปในที่สุด จึงสามารถดื่มได้โดยไม่เป็นอันตราย

กล่าวกันว่า เหล้าดองงูมีสรรพคุณทางยา แต่นักท่องเที่ยวหลายรายต่างเลือกที่จะซื้อไปตั้งโชว์ที่บ้าน มากกว่าซื้อไปโด้ป!




ขอบคุณข้อมูลจาก