วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

7 วิธีระวังภัย เมื่อไปพักโรงแรม

       1.ขณะที่ทำการเช็กอินเข้าพักในโรงแรม คุณควรบอกให้พนักงานบริการเขียนเลขห้องส่งยื่นให้คุณ แทนที่จะบอกด้วยวาจา (เสียงดัง) อย่างที่เคยทำเพราะจะทำให้คนอื่นได้ยินและรู้ว่าคุณพักอยู่ห้องไหน
            2. ขณะที่เข้าไปในห้องพัก ควรให้พนักงานยกกระเป๋าเข้าไปในห้องพักเป็นเพื่อนคุณด้วย เผื่อมีคนแอบอยู่ในห้องนั้น

            3. ถ้ามีของมีค่า อย่าเก็บไว้กับตัว หรือในห้องพัก แต่ให้ไปฝากไว้ในตู้นิรภัยของโรงแรมจะปลอดภัยกว่า
            4. เมื่ออยู่ในห้องพัก ให้คล้องโซ่ และล็อกประตูทุกครั้ง
            5.หากมีคนมาเคาะประตูและอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงแรมมาตรวจเช็กความเรียบร้อยของห้องพักอย่าด่วนเปิดประตูให้เขาเข้ามาแต่ให้คุณโทรไปเช็กกับแผนกต้อนรับก่อนว่าได้จัดส่งพนักงานขึ้นมาจริงหรือไม่และถ้าส่งมาจริง อย่าลืมถามชื่อ-นามสกุลของพนักงานคนนั้นด้วยแล้วให้พนักงานคนนั้นแสดงบัตร หรือหลักฐาน (โดยสอดผ่านใต้ประตู)เพื่อให้มั่นใจว่าเขาเป็นพนักงานโรงแรมจริงๆ
            6.กรณีที่คุณสั่งอาหารของทางโรงแรมขึ้นมาทานอย่าเพิ่งรีบเปิดประตูให้คนที่อ้างว่ามาส่งอาหารให้เข้ามาในห้องทันทีแต่ให้เรียกดูใบเสร็จรับเงินค่าอาหารจากเขาก่อน

            7.ถ้าจะออกจากห้องพักทุกครั้ง ให้แขวนป้าย "Don’t Disturb" หรือ"กรุณาอย่ารบกวน" ไว้ที่ลูกบิดประตูด้วยเพื่อจะได้ดูเหมือนว่าคุณอยู่ในห้องตลอดเวลา
การเข้าพักโรงแรมให้ปลอดภัยจากไฟ
- ขอห้องพักชั้นที่ 8 หรือต่ำกว่านั้น เพราะบันไดฉุกเฉินที่พนักงานดับเพลิงเอามาพาดให้คุณป ีนยืดมาสุดได้แค่ 100 ฟุตเท่านั้น
- พยายามเลื่อกห้องที่อยู่ริมถนนหรือลานโล่งๆ เพราะรถดับเพลิงจะเข้ามาช่วยง่ายๆ
- ก่อนเข้าห้องพักให้เดินสำรวจบันไดหนีไฟ และถังดับเพลิงไว้ก่อน เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานจะได้คลำทางไปถูก

- พอเข้าห้องพักต้องตรวจดูกลอนประตู หน้าต่างทุกบาน เผื่อว่ามีหนทางออกจากห้องทางอื่นได้
- ถ้าไปกันเป็นกลุ่มต้องนัดกันไว้ล่วงหน้าไว้ก่อนเลยว่ า ถ้าไฟไหม้จะไปเจอกันที่ไหน จะได้ไม่ต้องวิ่งหากันจนหนีไม่ทัน
ขอขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/ChudSiang/2010/02/18/entry-2

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

6 เคล็ดลับ ที่ไม่ลับ ในการถ่ายภาพท่องเที่ยวให้สวยงามมาบอก


เคล็ดลับที่ 1 เลือกพกพาอุปกรณ์ให้เหมาะกับตัวเอง คนถ่ายภาพหลายคน พอเริ่มต้นจะไปถ่ายภาพ อุปกรณ์ที่มีทั้งหมดขนไปเพียบแปล้ ผลหรือครับ เป็นภาระอย่างมหันต์ในการเพิ่มน้ำหนักติดตัว ถูกละครับมีครบนั้นดีแน่ แต่ภาระการเคลื่อนที่ก็ต้องคิดเหมือนกัน ยิ่งการเดินทางต่างประเทศ ขาตั้งกล้องก็ต้องตัดสินใจให้ดีละครับว่าจะนำติดตัวไปหรือเปล่า การเดินทางท่องเที่ยวให้สนุกสนานต้องมีความเบาตัวเดินเหินสบาย ถ้าคิดอย่างนี้ การถ่ายภาพ กล้องติดเลนส์ซูมมุมกว้าง อย่าง 17 หรือ 18 -85 มม. ซักตัว สำหรับภาพมุมกว้างทั้งวิวทิวทัศน์ หรือรูป ระยะประชิด พร้อมเลนส์ 70-200 มม. ซักตัวใส่กระเป๋าเพ้าส์คาดเอว ลดภาระเรื่องกระเป๋ากล้องไปเลยน่าจะคล่องตัวกว่า อุปกรณ์อื่นๆ เช่น แบตเตอรี่สำรอง การ์ดบันทึกภาพ ผ้าเช็ดเลนส์  ฟิลเตอร์อีกซักตัวสองตัว หาเสื้อหรือกางเกงที่มีกระเป๋ามากหน่อยใส่แทน เท่านี้คุณก็ถือกล้องติดเลนส์เดินเหินถ่ายภาพได้แล้วทั้งวันครับ สำหรับขาตั้งกล้อง คิดเอาเอง แต่ถ้าเป็นผม อาจจะไม่เอาติดตัวไป กล้องรุ่นใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ตั้ง ISO ได้สูงขึ้นช่วยละภาระเรื่องขาตั้งได้มากเลย
เคล็ดลับที่ 2 ศึกษาสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวถ่ายภาพ ถ้าคุณเดินทางไปต่างประเทศ   เริ่มต้นก็งงแล้วละครับว่าจะไปถ่ายรูปที่ไหนดี ยกเว้นแต่ไปกับทัวร์ แต่การไปเที่ยวกับทัวร์ บอกตรงๆ ว่าถ่ายภาพไม่จุใจเลย ต้อนขึ้นรถ และไปช้อปปิ้งเสียมากกว่า การหาข้อมูลที่เราจะไปเที่ยวถ่ายภาพ ทุกวันนี้ง่ายมาก หนึ่งคือค้นหาใน อินเตอร์เนต หรือที่โรงแรมที่เราพักนั่นแหละ  แผ่นพับสถานที่ท่องเที่ยวมีให้เลือกดูมากมาย และที่พึ่งสุดท้ายก็คือการถาม ผู้คนในพื้นที่ ถ้าเป็นการเดินทางต่างประเทศไม่ต้องไปกังวลเรื่องภาษาหรอกครับ สื่อกันไปสื่อกันมาก็รู้เรื่องกันเอง ผมลองมาเยอะแล้ว
เคล็ดลับที่ 3 คิดไว้ล่วงหน้าจากข้อมูลที่ได้มาว่า วันนี้เราจะถ่ายภาพอะไรได้บ้าง การเดินทางท่องเที่ยว อย่างแรกก็คือสถานที่ การถ่ายภาพวิวของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นวิวธรรมชาติ  หรือ สถาปัตยกรรม บ้านเมือง เลนส์ซูมมุมกว้างมีพร้อมใช้งานได้ทันที แต่ถ้าเป็นวิถีชีวิตคน  การทำงาน หรือต้องการเน้นวัตถุอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะแล้ว เลนส์ซูมเทเล 70–200 มม. จะเป็นเลนส์ที่คล่องตัว ทำให้การจัดองค์ประกอบง่าย เน้นได้ทั้งภาพบุคคล และวิถีชีวิตการทำงานได้เป็นอย่างดี การคิดเรื่องราวสำหรับการถ่ายภาพท่องเที่ยว ไม่ได้เป็นกฎตายตัว แต่การเดินถ่ายภาพ และไปให้ถูกสถานที่ จะเพิ่มโอกาสให้ได้ภาพงามๆ มากขึ้น อีกประการหนึ่ง ที่กล่าวว่าเป็นเคล็ดลับจริงๆ ก็คือ หลายสถานที่ เราอาจจะไม่มีเวลาพอที่จะไปหาภาพถ่ายได้งาม ๆ ดังนั้นการไปตามศูนย์ศิลปะวัฒนะธรรมของหลายแห่งจะมีการแสดง ให้เราถ่ายภาพ  ซึ่งทำให้ได้ภาพง่ายขึ้น ภาพงามๆ ที่ปรากฏในหนังสือต่างๆ หลายต่อหลายภาพก็เป็นภาพที่เป็นการแสดงให้ถ่ายภาพเหมือนกัน เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง
เคล็ดลับที่ 4 เลือกการตั้งความไวแสงสำหรับการถ่ายภาพให้สูงขึ้น อย่างเช่น ISO 400 หรือ 800 ซึ่งถ้าจำเป็นก็ตั้งเป็น ISO 1600 ก็ยังได้ภาพ หลายคนกังวลแต่เรื่อคุณภาพรูปภาพว่าควรตั้ง ISO ที่ 100 เพื่อให้ได้ภาพที่มีคุณภาพสูง แต่สำหรับกล้องรุ่นใหม่ๆ พบว่าการตั้งความไวแสงที่ ISO 400 หรือ 800 ก็ยังได้ภาพที่มีคุณภาพสูงได้เหมือนกัน ยิ่งกล้องรุ่น Topๆ ตอนนี้ตั้งถ่ายภาพกันที่ ISO 3200 ถึง 6400 ก็มีให้ใช้งานได้แล้ว แต่ราคาค่อนข้างสูงเท่านั้นเอง  สำหรับกล้องรุ่นใหม่ๆ หลายตัวเท่าที่ผ่านมือมา ที่ ISO 400-800 ถ่ายได้สบายมาก นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งละครับถ้าคุณต้องการความคล่องตัวจึงเลือกที่จะไม่นำขาตั้งกล้องมาด้วย ยกเว้นแต่ว่าคุณมีความต้องการที่จะถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยมากๆ เท่านั้นหรือ ต้องการจะถ่ายภาพยามค่ำคืน
เคล็ดลับที่ 5 เลือกเวลาในการถ่ายภาพ และรอคอยโอกาสในการถ่ายภาพ การเลือกเวลาสำหรับการถ่ายภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรื่องของแสงในการถ่ายภาพ ถ้าคุณต้องการถ่ายภาพวิว หรือ Landscape ต่างๆ เวลาที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพคือช่วงเช้าและช่วงเย็น ถ้าคุณต้องการถ่ายภาพที่มีความเปรียบต่างของแสงที่สูงมากขึ้น ก็ควรจะเป็นเวลาสาย หรือเวลาบ่าย เช่นเดียวกันในเวลานี้ถ้าต้องการถ่ายภาพบุคคลที่มีแสง Rim Light เวลานี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะ โดยปรกติเราจะหลีกเลี่ยงแสงที่เป็นเวลาเที่ยง ซึ่งทิศทางแสงจะตกตรงศีรษะยิ่งถ้าเป็นภาพบุคลคลด้วยแล้วอาจไม่สวยอย่างที่คิด ทิศทางแสงนั้นเป็นการเลือกทิศทางแสงด้านข้างเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นแต่คุณต้องการสร้างสรรค์ภาพแบบย้อนแสง
สำหรับในเรื่องการรอคอยโอกาสถ่ายภาพนั้น เป็นการเฟ้นหาถ่ายภาพแบบที่คุณต้องการ  การวางองค์ประกอบไว้ล่วงหน้ารอคอยแบบที่จะเดินผ่านก็เป็นวิธีหนึ่งที่  นักถ่ายภาพนิยมใช้งานกัน  นี่ไม่ได้รวมถึงการจัดฉาก  เป็นการถ่ายภาพจากเหตุการณ์สด ๆ กันเลยทีเดียว
เคล็ดลับที่ 6 มารยาทในการถ่ายภาพ นักถ่ายภาพหลายต่อหลายท่านมีพรสวรรค์ในเรื่องการปฏิสันถารกับแบบที่ต้องการถ่ายภาพ มารยาทในการถ่ายภาพ การขออนุญาตก่อนการถ่ายภาพ และจรรยาบรรณของนักถ่ายภาพเองเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ช่างภาพได้ภาพงามๆ ตามที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายภาพบุคคล ไม่ว่าจะเป็น หญิงชรา ชายชรา หรือผู้ที่แต่งกายตามประเพณีนิยมของสถานที่นั้นๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแปลก ที่หลายที่กลับกลายเป็นว่า  ต้องจ่ายสตังค์ถึงจะถ่ายภาพได้ ดังนั้นถ้าไม่ต้องการจ่ายสตังค์ในการถ่ายภาพ และอยากได้ภาพที่เป็นธรรมชาติ แล้วการเลือกใช้เลนส์ช่วงยาว รอคอยโอกาสถ่ายภาพ ก็มีโอกาสที่จะได้ภาพถ่ายเหมือนกัน









นี่คือเคล็ดลับที่ผมอยากจะกล่าวว่าไม่ลับ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ถ้าเป็นในเมืองไทยภาษาไทยใช้กันได้ก็ไม่ยุ่งยาก แต่ถ้าเป็นในต่างประเทศที่ไม้คุ้นในเรื่องภาษา การเดินเที่ยวถ่ายภาพเอง ก็มีโอกาสที่จะได้ภาพงามๆ กลับบ้านเหมือนกัน การกำหนดความต้องการของภาพถ่าย หาข้อมูล และรอคอยโอกาส  คุณก็จะได้ภาพกลับบ้านครับ
ขอขอบคุณ http://camerartmagazine.com/index.php/photo-techniques/52-photo-techniques/219-6-travel

เพราะร้อนคำเดียว! ไปเที่ยวเกาะมุกต์-บุกเกาะกระดานกันดีกว่า

แดดร้อนจนถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากจะออกไปไหนให้แดดเผา แต่ไหนๆ ก็ซิ่งตุ๊กตุ๊กหัวกบไปทั่วเมืองตรังจนตัวดำไปแล้ว จะดำเพิ่มอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร เพราะแว่วมาว่าช่วงหน้าร้อนแบบนี้คลื่นลมทะเลเหมาะแก่การดำน้ำตื้นดูปะการัง ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ลืมสวมหมวก เสื้อคลุม แว่นกันแดด และเตรียมครีมกันแดดคู่ชีพไปเที่ยวเกาะด้วย
ที่หมายของการดำน้ำครั้งนี้คือ "เกาะกระดาน" ซึ่งสวยเพลินตาพาฝันจนได้เป็นที่จัดงานวิวาห์และจดทะเบียนสมรสใต้สมุทร แต่ก่อนจะไปถึง "เจ้าเบอร์" ลูกชายจอมซนของเจ้าของเรือบอกเสียงแจ๋วๆ ว่าจะพาไปดูกัลปังหาเจ็ดสี เข้าถ้ำมรกต แล้วไปดูนีโมที่เกาะมุกต์ก่อน ฟังแล้วเคลิ้มเหมือนจะได้ไปหลายเกาะ แต่ก็นึกสงสัยว่าถ้ำมรกตที่ว่าอยู่บนเกาะไหน "ก็เกาะมุกต์ไง" เจ้าเบอร์ตอบมา พอถามวนไปเวียนมาจึงได้รู้ว่า ที่เราจะไปกันนั้นมีสองเกาะ เกาะแรก คือเกาะมุกต์ มีที่เที่ยว 3 จุด ได้แก่ จุดดำน้ำดูกัลปังหา ถ้ำมรกต และจุดดำน้ำดูปลานีโมบริเวณหลังเกาะ แล้วจากนั้นจึงไปต่อที่เกาะกระดาน ดำน้ำที่หน้าหาด และที่อ่าวนางฟ้าหรืออ่าวเนียง
เมื่อไปถึงแต่ละจุด ทุกคนก็จัดการกับอุปกรณ์ดำน้ำของตัวเอง ใครผมยาวรุ่ยร่ายต้องเก็บรวบให้ดี ไม่ให้เข้าไปในสนอร์เกิล ไม่อย่างนั้นน้ำจะเข้า คนเรือเตือนมาว่าพอสวมสนอร์เกิลแล้วให้เปลี่ยนมาหายใจทางปาก เพราะถ้าหายใจทางจมูก ฝ้าจะขึ้นที่กระจกทำให้มองปลาไม่ชัด ส่วนชูชีพก็รัดให้กระชับกับตัว เมื่อมีชูชีพพยุงร่างไว้เหนือน้ำ คนว่ายน้ำไม่เป็นก็สามารถดำน้ำตื้นได้ไม่ต้องกังวล
จุดแรกที่เกาะมุกต์ มีกัลปังหาเจ็ดสีลักษณะคล้ายไม้แตกแขนงเป็นกิ่งก้านขนาดใหญ่หลายสี สีที่เห็นชัดที่สุดคือสีชมพู ทว่าที่มองเห็นทั้งหมดนั้นแท้จริงแล้วเป็นกัลปังหาจำนวนมหาศาล แต่ละตัวเรียกว่าโพลิป (polyp) มาอยู่รวมกันเป็นโคโลนี (colony) โดยยึดเกาะอยู่กับแกนแข็งซึ่งกัลปังหาสร้างขึ้นเพื่อค้ำจุนร่างกาย และดำรงชีวิตด้วยการกินแพลงก์ตอน
ดำน้ำเพลินกระทั่งสังเกตเห็นว่ามีแมงกะพรุนผลุบโผล่อยู่ข้างๆ เลยหนีไปเที่ยวถ้ำมรกตแทนโดยไม่ต้องสวมสนอร์เกิล มีช่วงน่าตื่นเต้นขณะเกาะกันเป็นขบวนแล้วลอยคอตามกันเข้าไปข้างในถ้ำ ถ้ำช่วงหนึ่งมืดมิด มีเพียงแสงไฟฉายวอมแวม แต่เพียงอึดใจก็เห็นแสงที่ปลายถ้ำ เปิดออกสู่ห้วงทะเลเขียวใสและหาดทรายขาวภายในปล่องเขา
จากถ้ำมรกตขึ้นเรือไปด้านหลังเกาะ ตรงนี้มีไฮไลต์เป็นปลาการ์ตูนว่ายคลอเคลียอยู่กลางดงดอกไม้ทะเล ในปลาการ์ตูนฝูงหนึ่งจะมีเพศเมียเพียงตัวเดียว สังเกตจากตัวเมียจะตัวใหญ่กว่าตัวผู้มาก และหากปลาการ์ตูนตัวเมียตาย ตัวผู้ที่แข็งแรงที่สุดในกลุ่มก็จะเปลี่ยนเพศมาเป็นตัวเมียแทน ต่อจากนั้นคนเรือก็พาพวกเรามุ่งหน้าสู่ เกาะกระดาน น้ำทะเลที่เกาะกระดานใสปิ๊ง หาดทรายละเอียดสีขาว หน้าหาดมีทิวสนร่มรื่น มองออกไปเห็นแนวปะการังน้ำตื้นอยู่ไม่ไกลจากฝั่ง
จุดดำน้ำของเกาะคือบริเวณอ่าวนางฟ้าหรืออ่าวเนียงซึ่งมีฝูงปลามากขนาดมองจากเรือก็เห็นและไม่ใช่มีแต่ปลาสลิดหินบั้งเขียวเหลืองที่ชาวบ้านเรียกว่าปลาเสือเท่านั้น ทว่ามีปลาหลากหลายชนิด ทั้งปลาผีเสื้อ ปลานกแก้ว ปลาวัว ปลาโนรี ปลาสินสมุทร รวมถึงหอยมือเสือ หอยเม่น ปะการังโต๊ะ ปะการังสมอง และปะการังเขากวางสีเขียวสมบูรณ์
"...ตายเลย..." ตอนเงยหน้าขึ้นพักจากการว่ายดูฝูงปลา ได้ยินพี่ชายเจ้าเบอร์พึมพำกับตัวเองขณะในมือถือชิ้นส่วนปะการังเล็กๆ ที่ถูกสมอกระแทกแตกหักออกมา เศษปะการังนั้นยังมีปูสีแดงตัวเล็กแอบอยู่ และแม้ปะการังจะชิ้นเล็กจ้อย แต่พี่เจ้าเบอร์ก็หน้าเสีย คงไม่ได้ตั้งใจทำร้ายบ้านของพวกสัตว์ทะเลจริงๆ บางทีคนเราก็ทำร้ายสิ่งเล็กๆ ด้วยความพลั้งเผลอ ตามมาด้วยความสำนึกเสียใจ แต่ถ้าจะรักษาสิ่งเล็กๆ ให้อยู่ได้...วันนี้เราเสียใจ พรุ่งนี้เราควรหาทางไม่ให้เสียมันไปอีก...
ขอขอบคุณ http://travel.sanook.com/

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคู่รัก



       ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลายๆ คนอาจจะมองเห็นโลกเป็นสีชมพูสดใส เนื่องจากในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นเป็นวันแห่งความรัก หรือที่เรียกกันว่า วันวาเลนไทน์
      
       ในวันนี้ คู่รักหลายๆ คู่ก็จะถือโอกาสมอบสิ่งดีๆ ให้แก่กันไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ช็อกโกแลต ของขวัญต่างๆ หรือไม่ก็พากันไปดูหนังฟังเพลง ดินเนอร์ใต้แสงเทียน นอกจากนี้ก็ยังมีคู่รักหลายๆคู่เลือกเอาช่วงเทศกาลแห่งความรักนี้เติมความหวานให้แก่ชีวิตรักด้วยการหาสถานที่โรแมนติกเพื่อไปฮันนีมูนกันแบบสองต่อสอง
      
       โดยในปี 2548 ทางทีมข่าวท่องเที่ยวได้สอบถามบริษัทนำเที่ยวชื่อดังอย่าง ทัวร์เอื้องหลวง บริษัทฟูจิทัวร์ และหนุ่มสาวทัวร์ เกี่ยวกับ 5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในเมืองไทยช่วงวาเลนไทน์ ก็ประมวลออกมาได้ว่า...
      
       “ดอยอ่างขาง”สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย
       

       ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมาแรงสำหรับคู่รัก เนื่องจากจุดเด่นของที่นี่คืออากาศที่เย็นสบายตลอดปี หลายคนที่เคยไปเยือนดอยอ่างขางมาแล้วต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจในบรรยากาศและสภาพธรรมชาติที่สวยงามเกินจะบรรยาย ที่นี่ยังมี “สถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง” มีอาคารไม้ดอกเมืองหนาว มีสวนดอกไม้ซึ่งจัดตกแต่งไว้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะสวนแปดสิบ ซึ่งมีความสวยงามมากจนหลายคนยกย่องว่าเป็นเหมือนสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย
      
       ส่วนใครที่สนใจจะไปเที่ยวหมู่บ้านชาวเขาที่อยู่บริเวณใกล้ๆ เช่น หมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านของชาวเขาเผ่ามูเซอดำและมูเซอแดง ก็จะได้พบกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีสินค้าเกษตรและของที่ระลึกฝีมือชาวบ้านให้เลือกซื้อ หรือจะไปหมู่บ้านนอแล ของชนเผ่าปะหล่อง หรือดาละอั้ง ก็จะมีไกด์เด็กน้อยคอยพาชมทิวทัศน์แถวๆ นั้น และเล่าเรื่องราวของชนเผ่าให้ฟัง



  “เกาะช้าง”เกาะชื่อดังแห่งทะเลตะวันออก
      
       เกาะช้าง แห่งทะเลตะวันออก จ.ตราด นับเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากเกาะภูเก็ต และเป็นหมู่เกาะที่มีเกาะเล็กเกาะน้อยถึง 52 เกาะด้วยกัน ซึ่งในปีนี้เกาะช้างนับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่คู่รักเลือกมาพักผ่อนกัน
      
       โดยเกาะนี้มีทะเลและชายหาดที่น่าสนใจอาทิ หาดทรายขาว หาดไก่แบ้ ที่เป็นหาดสวยงาม มีโรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหารอยู่มากมาย ส่วนคู่รักนักกินที่ชอบอาหารทะเลแบบสดๆ และราคาถูกก็มักจะมาที่หมู่บ้านชาวประมงบางเบ้า ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ปลายเกาะช้าง
      
       นอกจากเกาะช้างแล้ว เกาะต่างๆในหมู่เกาะช้างก็กำลังเริ่มเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเกาะที่เด่นๆก็มี เกาะกูด เกาะหวาย เกาะหมาก เกาะขาม เกาะกระดาด ซึ่งหลายๆเกาะในหมู่เกาะช้าง ต่างก็เป็นมีทะเลและปะการังที่สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง


“เกาะตะรุเตา” เกาะงามแห่งอันดามัน      
       ผลพวงจากเหตุการณ์สึนามิส่งผลให้ทะเลไทยฝั่งอันดามันเงียบเหงา สถานที่ที่เคยได้รับความนิยมจากคู่รักในช่วงวาเลนไทน์อย่างเกาะพีพี จ.กระบี่ เกาะเฮ จ.ภูเก็ต เขาหลัก เกาะสุรินทร์-สิมิลัน จ.พังงา ในปีนี้ต่างหงอยเหงา แต่กับที่ เกาะตะรุเตา จ.สตูล ในปีนี้กับได้รับความสนใจจากคู่รักในการไปท่องเที่ยวพักผ่อนกันไม่น้อยเนื่องจากว่าเกาะตะรุเตาได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิน้อยมาก ส่งผลให้เกาะตะรุเตายังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโรแมนติกของคู่รักอยู่เสมอมา
      
       สำหรับเกาะตะรุเตานี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล ซึ่งมีความสวยงามขนาดที่ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกแห่งอาเซียน โดยหมู่เกาะตะรุเตานี้ประกอบไปด้วยหมู่เกาะใหญ่น้อยอีกจำนวน 51 เกาะ ซึ่งเกาะขนาดใหญ่ 2 เกาะคือ เกาะตะรุเตา และเกาะอาดัง-ราวี
       

       ที่เกาะตะรุเตานี้มีมุมโรแมนติกอยู่หลายมุมให้คู่รักได้สวีทกัน เช่น อ่าวพันเตมะละกา ซึ่งมีหาดทรายขาวสะอาด และเป็นแหล่งชมพระอาทิตย์ตกน้ำที่สวยงาม และใกล้ๆ กันนั้นก็คือจุดชมวิว “ผาโต๊ะบู” ซึ่งเป็นจุดชมทิวทัศน์ของเกาะบริเวณชายหาดอ่าวพันเตมะละกา ใครที่มาเที่ยวที่นี่อาจจะต้องหลงเสน่ห์ความงามจนคาดไม่ถึงว่า อดีตที่เกาะตะรุเตานี้เคยเป็นที่กักกันนักโทษการเมืองมาก่อน
      
       ส่วนเกาะอื่นๆ ในหมู่เกาะตะรุเตาเองก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน ทั้งเกาะอาดัง-ราวี เกาะหลีเป๊ะ เกาะกลาง และเกาะไข่ บริเวณนี้มีแนวปะการังที่สวยงามมาก โดยเฉพาะเกาะไข่นั้นมีซุ้มประตูหินธรรมชาติ ซึ่งเป็นหินที่ถูกธรรมชาติกัดกร่อนจนทะลุเหมือนเป็นประตู กลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ซึ่งคู่รักหลายๆคู่มักจะมาจูงมือกันเดินลอดประตูหินแห่งนี้




 “ปาย”เมืองในหุบเขาแห่งเมืองสามหมอก
      
       ย้อนกลับไปทางภาคเหนืออีกครั้งที่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอนี้เป็นอำเภอเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อ.ปายมีชื่อเสียงมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับจุดน่าสนใจของอ.ปาย (ในอดีต) นั้นก็อยู่ที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ อากาศที่เย็นสบาย ความสงบของชุมชน และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายไม่รีบร้อนของชาวปายที่มีทั้งไทยใหญ่ และชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่
      
       มาวันนี้แม้ว่าเมืองปายจะพลุกพล่านขึ้น และมีชื่อทางลบมากขึ้น แต่ว่าในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เมืองปายก็ยังคงมีคู่รักจำนวนมากถามถึง
      
       สำหรับผู้ที่มาเที่ยวเมืองปายสามารถเช่ารถจักรยานหรือรถมอเตอร์ไซค์ขี่เที่ยวรอบเมืองได้ โดยแหล่งท่องเที่ยวในบริเวณนั้นก็คือบ่อน้ำพุร้อนท่าปาย ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว หรือจะไปสักการะเจดีย์พระธาตุแม่เย็นที่วัดแม่เย็น แล้วพักชมวิวทิวทัศน์ของเมืองปายได้จากข้างบนนี้
      
       แต่บางคนที่มาเที่ยวเมืองปายนี้อาจใช้เวลา 3-4 วัน ในการไม่ทำอะไรเลย นอกจากนั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือ หรือเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ เพราะหากใครได้มาที่นี่แล้วจะรู้สึกเหมือนว่าเวลาจะหยุดอยู่กับที่ คู่รักคู่ไหนชอบบรรยากาศเช่นนี้ก็ต้องมาที่เมืองปาย แม่ฮ่องสอนนี้


  “ภูชี้ฟ้า”ทะเลหมอกเลื่องชื่อ
      
       สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสุดท้ายสำหรับคู่รักก็คือ ภูชี้ฟ้า ในจังหวัดเชียงราย โดยลักษณะเด่นของภูแห่งนี้ คือเป็นยอดเขาที่แหลมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว
      
       ความสวยงามและโรแมนติกของภูชี้ฟ้าถือว่างดงามไม่แพ้ที่อื่นๆ โดยเฉพาะยามเช้ามืดช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นในวันฟ้าเปิดและอากาศหนาวเย็น นักท่องเที่ยวจะได้เห็นถึงสีสันของดวงอาทิตย์ยามเช้าที่แย้มกลีบเมฆโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น หลังจากนั้นที่เบื้องล่างก็จะเต็มไปด้วยทะเลหมอกขาวโพลนลอยละล่องฟ่องฟู เป็นที่ประทับใจของใครหลายๆคนมากมาย
      
       สำหรับ 5 สถานที่ที่เลือกมาแนะนำนี้ เป็นเพียงสถานที่ที่คู่รักส่วนใหญ่นิยมไปซึ่งก็มีทั้งความโรแมนติกและความสวยงามในรูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่หากจะว่าไปแล้ว เมืองไทยก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามที่ให้รอคู่รักเดินทางมาเที่ยวอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ในเทศกาลแห่งความรักนี้ หากใครที่ยังอยู่ตัวคนเดียวก็ขอแนะนำให้หาคนรู้ใจไว้ใกล้ๆ ตัวสักคนหนึ่ง เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวนั้นมีความหมายและไม่เงียบเหงาแน่นอน



  ขอขอบคุณ
 http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000021386
 

เคล็ดลับตะลุยเที่ยวหน้าฝน ให้ปลอดภัย



“เคล็ดลับตะลุยเที่ยวหน้าฝน ให้ปลอดภัย”
ลมร้อนพัดผ่านไป ลมฝนพัดสลับเข้ามาแทนที่ พอย่างเข้าหน้าฝน ความชุ่มชื้นก็ ตามติดมาเป็นระลอก ธรรมชาติก็เริ่มผลิบานรับความชุ่มฉ่ำจากฝน หลายๆ คนที่ร่ำเรียนและทำงานคร่ำเคร่งกันมาพักใหญ่ก็อาจนึกถึงเวลาพักสมอง อยากจะแพ็คกระเป๋า ควงแขน คนชอบเที่ยวคอเดียวกันออกตะลุยธรรมชาติ  สูดอากาศบริสุทธิ์ฉ่ำฝนพรำกันให้ชุ่มปอด แต่ก็คงอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบว่าฝนตกทุกวันอย่างนี้ จะเดินทางท่องเที่ยวยังไงดีให้สนุก และปลอดภัย เอาล่ะไม่ต้องกังวลไป ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่จะเติมเต็มความสดชื่นให้กับหัวใจได้ในทุกฤดูกาลอย่างแน่นอน  ฝนตกอย่างนี้สิดี....ต้นไม้ ใบหญ้าออกดอกผลิใบรับความชุ่ม ฉ่ำเขียวขจี เพิ่มความน่าดูได้มากโข สิ่งมีชีวิตเริ่มเติบโต ตาม กาลเวลาเช่นกัน  รวมทั้งป่าไม้ที่ผลัดใบในยามฤดูร้อนก็ผลิใบ สีเขียวอ่อน น้ำฝนที่ตกลงสู่ลำธารเพิ่มปริมาณจนเป็นน้ำตกไหลลงสู่ด้านล่าง เพิ่มมูลค่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและมีกิจกรรมให้นักเดินทางได้แวะเวียนมาเที่ยวชมอย่างไม่ขาดสาย
การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนสมอง  ปลดปล่อยอิสระทางความคิดถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับทุกๆ คนที่ร่วมเดินทางไปเยี่ยมเยือนตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ แต่หากเกิดเหตุอันคาดการณ์ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจากภัยธรรมชาติหรือโรคภัยจากยุงที่ได้รับจากการไปเที่ยว อาจเป็นฝันร้ายที่ ผู้ประสบจะไม่มีวันลืมเลือนเลย การมีมาตรการป้องกันและดูแลตัวเองระหว่างการท่องเที่ยว จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างมีความสุข
ก่อนจะลุยเที่ยวหน้าฝน เรามาเตรียมความพร้อมเพื่อความสนุกในการเดินทางกันดีกว่า 
  1. เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางควรตรวจสอบสภาพรถยนต์ยางรถยนต์ที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมสำหรับการใช้งานอยู่เสมอและเตรียม อุปกรณ์สำรองไว้ในรถยนต์ เช่น ยางสำรอง อะไหล่ยนต์
  2. เตรียมอุปกรณ์กันฝนพร้อมรับมือกิจกรรมสนุกๆ อย่างไร้กังวล
  3. หลีกเลี่ยงการเดินผ่านน้ำขังหรือน้ำสกปรก  หากหลีกเลี่ยงไม่ได้หลัง จากย่ำน้ำแล้ว ควรล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดทันที
  4. ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่คับเกินไป หรือเสื้อผ้าที่เปียกชื้น เพื่อลดปัญหาความอับชื้นและกลิ่นอับในร่างกาย
  5. หน้าฝนอย่างนี้ มีโรคระบาดหรือโรคร้ายแรงหลายชนิดที่มากับยุง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวตามป่าเขาหรือน้ำตก ที่มักมียุงมากและมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกหรือไข้มาลาเรีย เพื่อป้องกันอันตรายควรพกพาโลชั่นทากันยุง ทาป้องกันทั้งกลางวันและกลางคืน โดยโลชั่นทากันยุงที่ดีควรออกฤทธิ์ป้องกันได้นาน และไม่ระคายเคืองต่อผิว
  6. รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
  7. ก่อนเก็บเสื้อผ้าแพ็คลงกระเป๋า ควรตรวจดูให้แน่ใจว่าเสื้อผ้าของเรานั้นแห้งสนิทแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับชื้นอันไม่พึงประสงค์
เพียงเท่านี้...รับรองการตะลอนทัวร์หน้าฝนก็จะไม่มีอุปสรรคอะไรให้ต้องกังวล เที่ยวให้สนุก รับอากาศบริสุทธิ์ก่อนกลับมาลุยงานกันต่อ...
ขอบคุณ http://www.se-ed.com/Technology/ViewContent.aspx?IDtopic=938

อาสาดับองศาร้อนในช่วงซัมเมอร์ ... กับ “บางกอก ซัมเมอร์ เฟสติวัล บาย โคคา-โคลา”


สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการเพลงไทยได้ฮือฮากันอีกครั้ง เมื่อ “โค้ก” จับมือกับ “กรุงเทพมหานคร” จัดกิจกรรมสุดซ่า “บางกอก ซัมเมอร์ เฟสติวัล บาย โคคา-โคลา” (Bangkok Summer Festival by Coca-Cola) มหกรรมหน้าร้อนระดับชาติ กลางทะเลโฟมยักษ์ ครั้งแรกของกรุงเทพฯ!! ที่พร้อมเติมพลังซ่าให้คนไทยได้มันส์สุดๆ กับคอนเสิร์ตแบบ “อีสท์ มีท เวสต์” (East Meets West) จากศิลปินสุดฮอต ทั้งไทยละเทศ แบบไม่แบ่งค่าย ไม่จำกัดแนวดนตรี



และเมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งมีศิลปินสุดฮอตหลากค่าย หลายสังกัด ต่างพร้อมใจกันจัดเต็ม!! ตบเท้ากันมาการันตีที่จะมาร่วมปลดปล่อยความซ่ารับหน้าร้อน นำทัพโดยเจ้าบ้านอย่าง 4 หนุ่มสุดแนว“เดอะ ริชแมน ทอย” ทูตดนตรีเบอร์ล่าสุดของโค้ก, โปเตโต้, เค-โอติค, เกิร์ลลี่ เบอร์รี่, โฟร์-มด, สเลอ, แทททู คัลเลอร์, แบงค์ วงแคลช, ผู้ชนะและผู้เข้ารอบสุดท้าย โค้ก มิวสิค อวอร์ดส 2010

ส่วนวันจริงนั้น แฟนๆ จะได้ร่วมเฮกับศิลปินแบบไม่จำกัดแนวดนตรีอีกหลายสิบชีวิต อาทิ ปาล์มมี่, 25 Hours, ซิงกูล่าร์ (Singular), มายด์ (Mild), ไทเทเนี่ยม,โมเดิร์นด็อก, ทรี ทู วัน (3.2.1), ไอซ์-ศรัณยู, เล้าโลม ฯลฯ พร้อมเซอร์ไพร้ส์สุดพิเศษกับ 3 หนุ่ม “ฮูบาสแตงค์” (Hoobastank) วงร็อคชั้นนำจากเมืองลุงแซม แถมเอาใจแฟนๆ เค-ป็อป ด้วยซุปตาร์ไอดอลหนุ่มสุดหล่อ “Se7en” (เซเว่น) ที่พร้อมจะมาวาดลวดลาย ให้คอเพลงกิมจิได้แดนซ์กระจาย

ด้านไฮไลท์เด็ด ต้องยกให้ธีมงานสุดเก๋ ที่ศิลปินทั้งหมดพร้อมใจกันโชว์สดยิงยาว เพื่อคลายร้อนให้แฟนๆ ได้ซ่าแตกฟองกลาง “ทะเลโฟมขนาดมหึมา” เป็นครั้งแรกในเมืองไทย!! พร้อมสีสันสุดจี๊ดจ๊าดจากบรรยากาศสุดซ่าของทะเลหน้าร้อน ให้ “คอเพลง คอโค้ก” ได้สนุกสนานกันแบบสุดเหวี่ยงกับกิจกรรมบันเทิงอีกเพียบ ตลอด 2 วันเต็ม ในวันเสาร์ที่ 7 - วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. – 23.00 น. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน


สำหรับแฟนๆ ที่สนใจร่วมเปิดประสบการณ์ดนตรีสุดซ่า กับ “บางกอก ซัมเมอร์ เฟสติวัล บาย โคคา-โคลา” (Bangkok Summer Festival by Coca-Cola) ซื้อบัตรได้ตั้งแต่วันนี้ ในราคา 400 บาท ทุกที่นั่ง ที่เคาน์เตอร์ไทย ทิคเก็ต เมเจอร์ ทุกสาขา พิเศษสุด!! สำหรับ “คอโค้ก” ที่นำฝาโค้กที่มีสัญลักษณ์ Coca-Cola Music 10 ฝา มาแสดงที่เคาน์เตอร์ไทย ทิคเก็ต เมเจอร์ ทุกสาขา รับส่วนลดในการซื้อบัตรทันที 50% โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำเข้ากองทุน Together We Can ของกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่ พร้อมเพิ่มความสุขให้คนกรุงเทพฯ ต่อไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.icoke.co.th และ www.facebook.com/cokethailand




ขอขอบคุณ
http://www.google.co.th/






























วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

11 เคล็ดลับ.จัดกระเป๋าเดินทาง

เคล็ด (ไม่) ลับที่คุณต้องอ่าน การจัดกระเป๋าเดินทางแบบโปรๆ เพื่อการท่องเที่ยวแบบสบาย สบาย ไม่มีสะดุดค่ะ
1. เก็บสิ่งของมีค่า รายละเอียดการเดินทาง และเอกสารทางการต่างๆใน web-based email account

อีเมลล์ที่เป็น web-based เช่น Gmail, Hotmail, Yahoo มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดนะคะ ก่อนเดินทางคราวหน้าคุณควรจะทำสิ่งเหล่านี้และใส่เก็บไว้ในอีเมลล์ที่เป็น web-based ของคุณ เพื่อที่คุณจะได้สามารถเข้าไปอ่านจากคอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้ หรือผ่านโทรศัพท์มือถือหากคุณลืมมันไป หรือพิมพ์ใหม่ถ้าคุณเผลอทำมันหายไประหว่างทางค่ะ
  1. ทำการสแกนหน้าหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูปแสนสวยแสนหล่อของคุณนั่นแหละค่ะ
  2. อีเมลล์ที่ทางสายการบินคอนเฟิร์ม e-ticket
  3. อีเมลล์ที่ทางโรงแรมคอนเฟิร์มการจองห้อง
  4. การจัดเก็บรายละเอียดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อร้านอาหารชื่อดังหรือสถานที่ฮิปๆที่คุณหามาอย่างยากเย็นบนอินเตอร์เนต หรือ รายละเอียดโปรแกรมทัวร์ต่างๆ
  5. อื่นๆ เช่น เบอร์โทรศัพท์คนสำคัญทั้งหลายของคุณ, รายชื่อของฝากแฟนสาว, ตารางรถประจำทางของที่ๆคุณกำลังจะเดินทางไปเที่ยว, แผนที่ของเมืองคุณกำลังจะเดินทางไปเที่ยว, เบอร์บัตรโทรศัพท์ที่ไว้ใช้โทรทางไกล เป็นต้นค่ะ
2. จัดเก็บสิ่งของมีค่าแบบกระจาย

การถูกกรีดหรือล้วงกระเป๋าเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าที่ที่คุณกำลังจะไปท่องเที่ยวนั้นจะเจริญขนาดไหนก็ตาม ดังนั้นคุณควรจะแบ่งสิ่งของมีค่าแยกไว้หลายๆที่ เช่น แยกเก็บบัตร ATM, บัตรเครดิต, เงินสด, เช็คการเดินทาง, หนังสือเดินทาง แยกไว้ในหลายๆช่องของกระเป๋าแต่ละใบ หรือในกระเป๋าแต่ละช่องของกางเกงยีนส์ที่คุณใส่เดินทาง เพราะสมมติว่าคุณถูกล้วงกระเป๋าจริง ก็คงจะไม่โดนล้วงไปทั้งหมด ยกเว้นเสียแต่ว่า….คุณจะโดนล้วงทุกกระเป๋าเลยนะคะ
3. เก็บผลิตภัณฑ์เสริมสวยเสริมหล่อไว้ในขวดน้ำ

เคยไหมคะ ไปถึงโรงแรมที่พักแล้วอยากจะกรี๊ดให้ลั่นห้องน้ำ เมื่อเปิดกระเป๋ามาแล้วยาสระผมระเบิดเปื้อนชุดเก่งของคุณไปหลายตัว เนื่องจากแรงกดอากาศบนเครื่องบินเปลี่ยนแปลง ทำให้ในบางครั้งขวดยาสระผมหรือผลิตภัณฑ์ของเหลวต่างๆพุ่งออกมาจากบรรจุภัณฑ์ แต่การเก็บของเหล่านี้ในขวดน้ำพลาสติกสามารถช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้ เพราะถึงโลชั่นทาผิวของคุณจะระเบิดอยู่กลางอากาศระหว่างข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก มันก็จะเลอะอยู่ในขวดพลาสติกนี้ และชุดเก่งของคุณก็จะยังปลอดภัยค่ะ (ตรงนี้ขอเสริมอีกนิด เวลาเดินทางไม่ต้องแบกยาสระผมขวดหัวปั๊มหรือน้ำยาบ้วนยากไซส์ XL ไปหรอกนะคะ เดี๋ยวนี้ในซุปเปอร์มาร์เกตจะมีส่วนที่ขายผลิตภัณฑ์พวกนี้เป็นขนาดเดินทาง เพื่อความสะดวกนะคะ จะได้ใส่แต่ละอย่างในขวดน้ำพลาสติกได้ด้วยค่ะ)
4. วิธีการจัดกระเป๋าแบบ Backpack

เคล็ดลับการจัดกระเป๋าแบบ Backpack คือ ใส่ของน้ำหนักเบาไว้ล่าง (เช่นเสื้อผ้าใส่แล้ว) ส่วนของน้ำหนักเยอะไว้ด้านบนค่ะ เพราะน้ำหนักจะไปโหลดอยู่ที่หลังด้านบนแทนที่จะไปเป็นภาระให้กับไหล่ทั้งสองข้างค่ะ อีกอย่างที่สำคัญคือให้เก็บของที่คุณต้องใช้ไว้ด้านบนของกระเป๋าเป้ เพื่อความสะดวกในการหยิบใช้ค่ะ
5. ถุงพลาสติก

เบามากมาก และ มีประโยชน์มากมากค่ะ จัดติดกระเป๋าไว้ มันจะไม่ทำให้คุณผิดหวังค่ะ
6. เสื้อผ้า

ข้อนี้ คุณหนุ่มๆคงจะไม่มีปัญหา แต่คุณสาวๆคะ การไปเที่ยวแล้วถ่ายรูปออกมาสวยๆสำคัญก็จริง แต่ระหว่างการเดินทางหากต้องมาแบกกระเป๋าหนักๆไปๆมาๆ ก็คงทำให้อารมณ์บ่จอยได้ง่ายๆนะคะ เราแนะนำว่าระหว่างการจัดกระเป๋าไปเดินทางนั้น ให้เรียงเสื้อผ้าออกมาเป็นชุดๆ และไล่ไปเป็นวันๆ และที่สำคัญพยายามใส่เสื้อผ้าซ้ำสลับกันไปมา เพื่อลดจำนวนชิ้นเสื้อผ้าลงค่ะ และการนำชุดออกมาเรียงเป็นวันๆแบบนี้ จะได้ตัดสินใจได้ง่ายและนำไปเฉพาะเสื้อผ้าที่คิดว่าจะได้ใส่แน่นอนค่ะ
7. หากคุณเดินทางกันหลายคน แบ่งเสื้อผ้าของคุณไปสัก 2-3 ชุดไว้ในกระเป๋าใบอื่น

ปกติแล้วสายการบินจะไม่มีการจ่ายชดเชยในกรณีกระเป๋าหายภายในเวลา 24-48 ชั่วโมง ดังนั้นหากเกิดโชคร้ายที่เป็นกระเป๋าคุณที่หาย คุณจะได้ยังมีเสื้อผ้าใส่ เพราะได้แบ่งไว้ก่อนหน้านี้และไม่ต้องไปเสียเงินซื้อใหม่นะคะ
8. กระเป๋าหิ้วขึ้นเครื่อง

ถึงแม้ว่าคุณอยากจะเดินตัวปลิวขึ้นเครื่องเพื่อความสบายสูงสุด แต่บางสิ่งบางอย่างคุณก็ควรจะมีติดตัวไว้ตลอดเวลาระหว่างเดินทางเผื่อไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น ยา หรือเอกสารสำคัญ เป็นต้นค่ะ
9. ม้วนเสื้อผ้า

ไม่รู้ว่าจะมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้หรือเปล่า แต่การจัดเสื้อผ้าโดยม้วนลงกระเป๋าแทนการพับแบบปกติ จะทำให้จัดได้มากกว่าค่ะ ถ้าต้องการไม่ให้เสื้อผ้ายับเลย คุณควรจะวางกระดาศทิชชู่หรือกระดาษมันไว้บนเสื้อผ้าตัวนั้นก่อนการม้วนค่ะ
10. ชื่อที่อยู่รายละเอียดเจ้าของกระเป๋า

ป้ายชื่อที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของกระเป๋าเดินทางอาจจะไม่เพียงพอ และเสี่ยงต่อการหลุดหายจากการลำเลียงกระเป๋า คุณจึงควรจะมีรายละเอียดนี้ไว้ทั้งข้างนอก ซึ่งเป็นป้ายห้อย และ ข้างในเป็นสติ๊กเกอร์หรือป้ายติดให้เห็นเด่นชัดค่ะ
11. ล็อคกระเป๋าเดินทางก่อนส่งต่อให้สายการบิน

ย้ำอีกครั้งนะคะ ไม่ว่าคุณจะเดินทางไปในประเทศที่เจริญสักแค่ไหน คุณควรจะล็อคกระเป๋าเดินทางของคุณทุกครั้งก่อนส่งต่อให้สายการบิิน คุณจะล็อคด้วยกุญแจที่มากับกระเป๋า หรือ ล็อคด้วยรหัส ก็ได้เช่นกัน เพื่อความปลอดภัยของสิ่งของมีค่าของคุณนะคะ

ขอขอบคุณ
Read more: http://ipicktravel.com/blog/11packingtips#ixzz1KVNCB8qb
Under Creative Commons License: Attribution


Read more: http://ipicktravel.com/blog/11packingtips#ixzz1KVMN1I00
Under Creative Commons License: Attribution

พักร้อน 10 หาดสวย ทะเลใส (ไม่ไกลกรุง)

หน้าร้อนนี้เชื่อว่าหัวใจใครหลายคนคงชื่นชอบและโหยหาบรรยากาศของทะเลและเกลียวคลื่น แต่ด้วยชีวิตที่เต็มไปด้วยหน้าที่การงาน ก็ได้ปล้นเวลาของเราไปมากต่อมาก ถึงวันว่างทีไร การเติมพลังชีวิตด้วยความงามของธรรมชาติก็สร้างความสุขและผ่อนคลายให้จิตใจไม่น้อย ยิ่งได้เดินทางไม่ไกลด้วยก็เหมือนได้กำไรเป็นสองต่อ ...
สำหรับคนรักทะเล แต่มีเวลาน้อย ทะเลสุดคลาสสิกในจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ก็ยังเป็นจุดหมายที่ดีและเดินทางไม่ลำบาก เดินทางไปเช้าเย็นกลับก็ทำได้ไม่ยาก หรือทะเลภาคตะวันออกก็ไม่น่ามองข้าม เพราะงดงามเทียบได้กับทะเลใต้ และจะทำให้คุณลืมโลกในเมืองหลวงไปเลยทีเดียว แต่จะไปใกล้หรือไกล สนุก! ท่องเที่ยว ก็ได้คัดสรร 10 หาดสวย ทะเลใส มาเอาใจคนรักทะเลแล้ว...

1. หาดจอมเทียน พัทยา มีดีไม่แพ้ใคร
ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่ หาดจอมเทียนได้ชื่อว่าเหมาะสำหรับวันหยุดพักผ่อนเป็นอย่างดี ด้วยระยะทางเพียง 4 กิโลเมตรจากตัวเมืองพัทยามาทางทิศใต้ คุณจะได้เห็นหาดทราบสีนวลสะอาดตาทอดยาวกว่า 6 กิโลเมตร หาดจอมเทียนเดิมชื่อว่าหาดดงตาล เพราะมีต้นตาลตลอดแนว ถนนร่วมรื่นรอบชายหาดเต็มไปด้วยร้านอาหารทะเลและร้านค้า นอกจากนี้ยังมีโรงแรมรีสอร์ตสำหรับการมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากใครอยากสนุกกับกิจกรรมทางน้ำ กระดานโต้คลื่น เจ็ตสกี สกูตเตอร์ บานานาโบ๊ต วินด์เซิร์ฟ ฯลฯ ก็มีบริการที่นี่ แต่ถ้าแค่อยากมานอนพักผ่อนรับลมทะเลก็มีเตียงผ้าใบพร้อมชายหาดไว้คอยบริการ
การเดินทาง: จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 3 บางนา-ตราด ขับไปจนถึงบ้านนาเกลือ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 150 แยกขวาเข้าพัทยา เลยจากตัวเมืองพัทยาไปทางด้านทิศใต้อีก 4 กิโลเมตรก็จะถึงหาดจอมเทียน
2. เกาะล้าน ไปกี่ครั้งก็ยังสวย
ถ้าใครมาเที่ยวพัทยาและปักหลัง กิน ดื่ม เที่ยว อยู่แต่บนฝั่ง ขอบอกว่าคุณกำลังพลาดความงามที่นึกไม่ถึง เพราะแค่นั่งเรือข้ามออกไปจากฝั่งไปราว 40 นาที ประมาณ 7 กิโลเมตร คุณจะมาถึงเกาะล้าน เกาะที่มีชายหาดขาวและน้ำทะเลใสแจ๋วราวกระจกให้แหวกว่ายเล่น สำหรับหาดที่สวยบนเกาะล้านต้องยกให้หาดแสม ชายหาดขนาดกะทัดรัด ค่อนข้างเงียบสงบ มีเก้าอี้และเตียงชายชายหาดสีสันสดใสวางทอดยาวบนชายหาดสีขาวสะอาด ให้มานอนเล่น อาบแดด อ่านหนังสือ จิบน้ำมะพร้าวเพลินๆ ทะเลสีเขียวอ่อน ก็สามารถลงเล่นได้อย่างสนุกสนานและปลอดภัย เพราะมีทุ่นแบ่งเขตว่ายน้ำเพื่อป้องกันอันตรายแก้นักท่องเที่ยว หรือใครอยากสนุกจะเช่าสนามเด็กเล่นในน้ำ ปีนป่ายแพยางหลากหลายรูปแบบ หรือจะเช่าบานานาโบ๊ต หรือเจ็ตสกีก็มีให้บริการ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงเช่น หาดตาแหวนอยู่ทางเหนือของเกาะ มีโค้งหาดทรายยาวสวย มีกิจกรรมทางทะเลมากมาย และร้านค้าเพียบ หาดอื่นๆ ก็เช่น หาดแหลมเทียน หาดตาพัน หาดนวล หาดทองหลาง รวมถึงหมูเกาะใกล้เคียงที่มีปะการังสวยงาม เช่น เกาะครกและเกาะสาก ซึ่งทั้ง 2 เกาะสามารถดำน้ำได้ทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้นสามารถเดินทางไปเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับได้อย่างสบาย หรือจะนอนค้างแรมสักคืนสองคืนก็ได้
การเดินทาง: เมื่อมาถึงพัทยา เดินทางไปที่แหลมบาลีไฮ ซึ่งเป็นท่าเรือข้ามไปเกาะล้าน (ถ้ามาจากกรุงเทพฯเลี้ยวไปทางพัทยาใต้) มีรถรับฝากถ้าจะจอดค้างคืน หรือที่จะไปเกาะล้านมีให้บริการอยู่หลายเจ้า ถ้าไปลงหาดตาแหวน หรือหาดหน้าบ้าน ราคาคนละ 20 บาท แล้วไปต่อมอเตอร์ไซต์ คนละ 40 บาทต่อเที่ยว ถ้าไปลงหาดแสม ไป-กลับคนละ 150 บาท มีเรือให้บริการตั้งแต่ 08.00-18.30 น. ออกเดินทางทุก2 ชั่วโมง และมีเรือเร็วให้เช่าไปที่เกาะด้วย
3.เกาะเสม็ด สวรรค์วันพักผ่อน
เกาะเสม็ดแห่งทะเลระยอง เป็นอีกจุดมุ่งหมายหนึ่งที่หลายคนเลือกไปเยือน เพราะเดินทางสะดวก ที่พักสบาย มีให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะหาดทรายขาวและน้ำใสสีเขียวครามสะอาดตา เกาะเสม็ดเป็นเกาะขนาดกลาง เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด ต้องเสียค้าเข้าชมอุทยานด้วย (ผู้ใหญ่คนละ 40 บาท) โดยลงเรือเมล์จากฝั่งบ้านเพจะใช้เวลาวิ่งราว 30-40 นาที ถึงท่าเรือหน้าด่านใกล้ๆ กับอ่าวป้าช้าทางส่วนเหนือสุดของเกาะ แล้วเราเริ่มเดินหรือเหมาสองแถวไปเที่ยวกันได้เลย ส่วนเหนือของเกาะเป็นศูนย์รวมความเจริญบนเกาะ มีท่าเรือใหญ่ ตลาด และด่านเก็บเงินของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ถัดมาตะวันออก จะพบหาดทรายแก้วทอดยาวขาวสะอาด มีร้านรวงรีสอร์ตและกิจกรรมทางน้ำครบครัน เริ่มตั้งแต่กาารเล่นน้ำใส ขับเจ็ตสกี นั่งเรือกล้วย แล่นเรือใบ เล่นกีฬาชายหาด ถัดจากหาดทรายแก้วไปจนถึงปลายตะวันออกของเกาะก็มีอ่าวเล็กๆ อีกกว่า 10 อ่าว ที่เดินถึงกันได้อย่างสะดวก สามารถลงเล่นน้ำ กินอาหาร แล้วชมทัศนียภาพภาพของทะเลไปเรื่อยๆ เช่น อ่าวไผ่ อ่าวทับทิม อ่าวนวล อ่าวช่อ อ่าวลุงดำ เป็นต้น อ่าววงเดือนที่อยู่กึ่งกลางเกาะเสม็ดก็มีสีสันคึกคักไม่แพ้หาดทรายแก้ว ส่วนอ่าวลุงดำ ก็เป็นจุดที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดบนเกาะนี้ก็ว่าได้ อยู่บนเกาะเบื่อๆ จะเช่าเรือออกไปดำน้ำชมปะการังแถวๆ หน้าอ่าวหวาย อ่าวเทียน อ่าวปะการังก็ได้ หรือแล่นเรือออกไปดำน้ำแถวๆ เกาะจันทร์ เกาะทะลุ และเกาะกฎี ที่รับรองว่าสภาพธรรมชาติยังบริสุทธ์อยู่มาก
การเดินทาง: รถยนส่วนตัว ใช้ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3) ผ่านจังหวัดระยองตรงไปอีก 19 กิโลเมตร จะถึงท่าเรือบ้านเพ หรือจะเลี้ยวขวาตรง กม. 238 เข้าสู่ถนนเลียบหาด ก็ตรงสู่ท่าเรือบ้านเพได้เช่นกัน แล้;ฝากรถไว้ที่ท่าเรือได้  รถประจำทางมีรถออกทุกวันที่สถานีขนส่งเอกมัย ใช้เวลาวิ่งประมาณ 3 ชั่วโมง
4. หาดเจ้าหลาว สนุกวัน สนุกคืน
เดินทางไปไกลอีกนิดเราจะเจอกับหาดเจ้าหลาว หาดที่เงียบสงบและมีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่ที่แหลมเสด็จห่างจากอำเมืองไปประมาณ 27 กิโลเมตร หาดทรายละเอียดสีแดงยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ทิวมะพร้าวทิวสนสลับกับรีสอร์ตน้อยใหญ่ เรียงรายตลอดแนว ยิ่งช่วงแดดร่มลม การนั่งเล่นชิลล์ๆ บนเตียงผ้าใบรอพระอาทิตย์ขอบฟ้าช่างได้บรรยากาศโรแมนติกเสียจริงๆ หากชื่นชอบการชมทิวทัศน์ จุดชมวิวทะเลบริเวณสันเขาสามารถมองเห็นหาดเจ้าหลาวได้เต็มตา หรือจะออกไปดำน้ำชมปะการังน้ำตื่นก็ได้ ตกกลางคืนยังมีกิจกรรมนั่งเรือได้หมึกที่น่าตื่นเต้น กินหมึกกันสดๆ จิ้มน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสจี๊ดก็เด็ดอย่าบอกใคร
การเดินทาง: จากถนนสุขุมวิท ก่อนถึงตัวเมืองจันทบุรี ถึงกิโลเมตรที่ 301 มีทางแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3399 และจะพบป้ายทางแยกหาดเจ้าหลาว อีกเส้นทางหนึ่ง คือ จากตัวเมืองเดินทางไปยังอำเภอท่าใหม่ ระยะทาง 17 กิโลเมตร ต่อด้วยเส้นทางที่ไปเขื่อนวังโตนด แล้วขับเลยไปจนถึงชายทะเลได้เช่นกัน หรือจากถนนสุขุมวิท ตรงหลักกิโลเมตรที่ 302 ไปตามทางหลวงหมายเลข 3399 เมื่อถึงบ้านหมูดุดจะพบสามแยกให้เลี้ยวซ้าย จะเห็นป้ายบอกทางไปหาดเจ้าหลาว ระยะทาง 3 กิโลเมตร
5.เกาะช้าง จ. ตราด ไม่เคยร้างความสนุก
เกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศน้องๆ จากจังหวัดภูเก็ตที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนักและหลายคนนึกถึงแม้จะมีเวลาหยุดเพียงวันเสาร์อาทิตย์เพียง 20 นาที จากท่าเรือธรรมชาติก็มาถึงเกาะช้าง โดยแบ่งเกาะช้างเป็นสองฝั่ง คือด้านตะวันออกที่เงียบสงบ เป็นแหล่งชุมชนคนท้องถิ่น และมีชายหาดที่เล่นน้ำได้ไม่มากนัก ส่วนด้านตะวันตกของเกาะนั้นเป็นชายฝั่งที่มีชายหาดให้เล่นน้ำเกือบเหนือจรดใต้ มีชายหาดที่เชิดหน้าชูตา คือ หาดทรายขาว หาดคลองพร้าว และหาดไก่แบ้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกมากมาย เช่น ดำน้ำชมปะการัง หรือจะดินเนอร์ใต้แสงเทียนริมหาดทรายยามค่ำคืนสนุกไม่น้อยเลย
การเดินทาง: ท่าเรือเฟอรี่จากตราดสู่เกาะช้าง มี 2 ท่า ท่าเรือธรรมชาติ โทร. 0-3951-8589 ท่าเรือเซ็นเตอร์พ้อยด์โทร. 0-3953-8196 การเดินทางมาเที่ยวเกาะช้างมีถนนเพียงเส้นเดียวรอบเกาะเอารถยนต์ข้ามมาใช้ได้สะดวก และเติมน้ำมันรถมาให้เพียงพอ หรือจะใช้บริการสองแถวก็สะดวกดี แต่ถ้าจะเช่ามอเตอร์ไซต์ขับกินลมชมวิว ก็ต้องขับช้าๆ และพกสติไปด้วยตลอดเวลา เพราะถนนบางช่วงแคบและปริมาณรถคับคั่ง เกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ ส่วนที่พักนั้นหาได้ตั้งแต่ระดับบังกาโล ห้องน้ำรวม ไปจนถึงระดับห้าดาว
6.ชะอำ สนุก คึกคักใกล้กรุง
หาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นชายหาดที่สวยงาม และมีชื่อเสียง ถนนที่เลียบชายหาดขาวนวลยาวเหยียด เรียงรายไปด้วยแนวต้นสน สนุกสนานไปกับการเล่นน้ำทะเลใส ซื้อของกินในราคาไม่แพง ซึ่งจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาหาบขายตลอดเวลา มีเตียงผ้าให้นั่งเล่น นอนยาวตลอดแนวชายหาดหาด เต็มไปด้วยที่พักมากมายหลายระดับให้นักท่องเที่ยวได้เลือกใช้ บริการตาม ความสะดวก ทั้งแบบราคาย่อมเยาว์ไปจนถึงที่พักหรูราคาแพง ถนนเลียบชายหาดนั้นสามารถเช่าจักรยานปั่นกินลมชมวิวไปตามชายหาดได้อย่าง เพลิดเพลิน หรือจะลองขี่ม้าที่มีคนนำมาไว้บริการก็ยังได้ ขี่ม้าลัดเลาะไปตามชายหาดคิดดูว่ามันจะสุดยอดแค่ไหน
การเดินทาง : อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 164 กิโลเมตร รถส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ อำเภอปากท่อ แล้วแยกเข้าถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) มุ่งหน้าสู่เพชรบุรี ไม่มีรถส่วนตัว นั่งรถทัวร์หรือรถตู้ กรุงเทพฯ -ชะอำมาลงก็ได้
7. หาดเจ้าสำราญ ไปแล้วต้องอยู่นานๆ
ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นชายหาดที่เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมาแต่สมัยโบราณ มีประวัติเล่ากันมาว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยเสด็จมาที่นี่ พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงพอพระราชหฤทัยในความงามของหาดนี้มาก ทรงประทับแรมอยู่หลายวัน จนชาวบ้าน เรียกหาดนี้ว่า หาดเจ้าสำราญ ชายหาดแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปพักผ่อนแห่งหนึ่ง มีบรรยากาศที่เงียบสงบ อากาศเย็นสบาย มีสัตว์ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งปูเสฉวน หอย แมงกะพรุน มีที่พักพร้อม มีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้เคียง สามารถลงเล่นน้ำได้ ในบริเวณใกล้เคียงมีหมู่บ้านชาวประมง ชายหาดแห่งนี้ทรายถูกพัดถมขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีทรายที่ละเอียดมากในส่วนของต้นหาด ที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ต้องไปไกลมากและมีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง
การเดินทาง: รถส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ อำเภอปากท่อ แล้วแยกเข้าถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) มุ่งหน้าสู่เพชรบุรี หาดเจ้าสำราญอยู่ห่างจากตลาดเมืองเพชรบุรี 15 กิโลเมตร ไม่มีรถส่วนตัว นั่งรถทัวร์หรือรถตู้ กรุงเทพฯ - เพชรบุรี แล้วต่อสองแถวที่วิ่งระหว่างตัวเมือง - หาดเจ้าสำราญ
8.ทะเลหัวหิน เปี่ยมเสน่ห์ คลาสสิกตลอดกาล
แหล่งพักผ่อนตากอากาศสุดคลาสสิก หาดทรายขาวกว้างยาวสุดสายตา น้ำทะเลใสซัดสาดฟองคลื่นกระทืบโขดหินที่กระจายอยู่บริเวณปลายหาดด้านหนึ่งอย่างสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และนี่เองคือที่มาของชื่อหัวหิน และเมื่อพ้นจากบริเวณนี้ไปก็จะเป็นหาดทรายขาดทอดยาวไปจนเขาตะเกียบเลยทีเดียว หากนึกสนุกจะลองขี่ม้าเดินเล่นตามชายหาดหรือทอดย่างซึมซับเสน่ห์ความงามของบ้านพักตากอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายและเรื่องราวของวันเก่าก็เพลิดเพลินไม่น้อย โดยทางหาดหัวหินมีทางลงอยู่สองจุดด้วยกัน คือ ด้านหน้าโรงแรมโซฟิเทลและบริเวณศาลเจ้าแม่ทับทิมบริเวณถนนนเรศดำริ ซึ่งมีลานจอดรถเล็กๆ ตรงกับแหลมหินหน้าหาดให้บริการฟรีอยู่ด้วย
การเดินทาง: รถส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ อำเภอปากท่อ แล้วแยกเข้าถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) มุ่งหน้าสู่ จังประจวบคีรีขันธ์ ไม่มีรถส่วนตัว นั่งรถทัวร์หรือรถตู้ กรุงเทพฯ -หัวหิน- ปราณบุรี มาลงที่หัวหินแล้วนั่งรถรับจ้างหรือเดินไปก็ได้ หรือจะนั่งรถไฟ สถานีรถไฟหัวหิน ห่างจากชายหาดหัวไปประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเดินถึงหาดได้สะดวก
9. ทะเลปราณบุรี พักผ่อนสบายๆ นอนเล่น ฟังเสียงคลื่น
หาดทรายสีน้ำตาลอ่อนทอดยาวกกว่า 7 กิโลเมตร ของหาดปราณบุรี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ต้องการนอนพักผ่อนฟังเสียงคลื่น รับลมทะเล หรืออาบแดด และลงเล่นน้ำให้ชื่นฉ่ำหัวใจ เพราะชายหาดที่นี่ยังคงบรรยากาศแบบสบายๆ ไม่พลุกพล่านมากนัก อีกทั้งยังมีบูติกรีสอร์ตสวยเก๋หลายแห่งให้ได้เลือกพักผ่อนตามความพอใจ หากต้องการยืดเส้นยืดสายก็ไปเที่ยวได้ที่หาดเขากะโหลก ในเขตวนอุทยานท้าวโกษา ทางด้านใต้ของชายหาดแห่งนี้มีภูเขาลูกย่อมๆ คล้ายกะโหลก ใครอยากชมวิวเมืองปราณบุรีจากมุมสูง ก็สามารถปีนป่ายไปยังด้านบนได้ และถ้าท้องร้องขึ้นมาก็เลือกชิมอาหารทะเลตามร้านต่างๆ ได้
การเดินทาง: รถส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ อำเภอปากท่อ แล้วแยกเข้าถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) มุ่งหน้าสู่ จังประจวบคีรีขันธ์ ถึงสี่แยกปราณบุรี เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายปากน้ำ -ปราณบุรี ตรงไปก็จะถึงชายหาดปราณบุรี ไม่มีรถส่วนตัว มีรถโดยสารและรถตู้ปรับอากาศให้บริการจากกรุงเทพฯ ไปยังสี่แยกปราณบุรี จากนั้นจะมีรถสองแถวโดยสารหรือจักรยานยนตร์รับจ้างให้บริการจากปากน้ำปราณบุรีไปปากน้ำปราณ ซึ่งสามารถเหมาต่อได้

10. บ้านกรูด ชายหาดสีขาวนวล
พอพูดถึงหาดบ้านกรูด นักท่องเที่ยวตัวยกต้องยกนิ้วให้ เพราะชายหาดสีขาวนวลสะอาดตา โค้งมนคล้ายพระจันทร์เสี้ยวแบบชิดน้ำทะเลสีฟ้าครามนั้น ยาวไปไกลตามชายฝั่งพร้อมทิวสนและสวนมะพร้าวอันร่มรื่นกว่า 12 กิโลเมตร ขนานไปกับถนนเลียบหาด เป็นเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาพักผ่อนกันอย่างไม่ขาดสาย ชาวบ้านเล่าว่าแต่เดิมมีต้นมะกรูดขึ้นขึ้นมากมายนั่นเอง ถึงกลาเป็นที่มาของชื่อหาดบ้านกรูด โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือหาดทางด้านเหนือกับหาดทางด้านใต้ มีที่พักและร้านอาหารริมหาดหลายแห่ง แต่กระนั้นก็ไม่ทำให้สูญเสียความเป็นธรรมชาติและความสงบเลยสักนิด ชุมชนประมงที่แปรอาหารทะเลแห้งเป็นอาชีพ ก็กระจายตัวให้เห็นอยู่ตลอดชายหาด
การเดินทาง: รถส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) อำเภอบางสะพานเลี้ยวซ้ายที่ กม. 382 ไปตามถนนเพชรเกษมบ้านกรูด ข้ามทางรถไฟไปประมาณ 9 กิโลเมตร ถึงถนนเลียบหาดบ้านกรูด ไม่มีรถส่วนตัว มีรถโดยสารสายกรุงเทพฯ - บางสะพาน ลงที่แยกบ้านกรูด ขึ้นจักรยานยนต์รับจ้างเข้ามาบ้านกรูด ถ้าขึ้นรถไฟ ต้องลงที่สถานีบ้านกรูด จากนั้นขึ้นจักรยานยนตร์รับจ้าง เข้ามาหาดบ้านกรูดเพียง 1 กิโลเมตร

ขอขอบคุณข้อมูล: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เที่ยวภาคกลาง .คอม และ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์
เรียบเรียงโดย: กันต์ ณ ปกรณ์
ภาพ: ธนปกรณ์ สุขสาลี, ระพีพร ตันตราภิรมย์ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ และเที่ยวภาคกลาง.คอม
ขอขอบคุณ http://travel.sanook.com/

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ทริปนี้ที่เกาะเสม็ด ระยอง

                                 

กาะเสม็ด ระยอง เรื่องราวและ แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ระยองทะเลตะวันออกที่ไม่ไกลจาก กรุงเทพ สีสันโลกใต้ทะเล วันหยุดนี้ไปทะเลกันดีกว่า ใกล้ๆกรุงเทพ เห็นจะเป็นระยอง ที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนัก ถ้าคุณไม่อยากให้วันหยุดกลายเป็นวันที่แสนเหนื่อยเพราะเสียเวลาทั้งหมดไปกับการเดินทาง อีกทางเลือกทะเล ระยอง มีชายหาดและเกาะแก่งมากมาย ธรรมชาติที่ยังรักษาความงามไว้ได้ รีสอร์ทที่มีให้เลือกพักทั้งแบบธรรมดาไปจนถึงระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว



เดินทางไป เกาะเสม็ด ระยอง

เกาะเสม็ด เชื่อกันว่าคือเกาะแก้วพิสดาร ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อของระยอง ที่ได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทย และชาวต่างประเทศ ตั้งอยู่ตำบลเพ อำเภอเมือง อยู่ห่างจากชายฝั่งบ้านเพประมาณ 6.5 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 3,125 ไร่. เกาะเสม็ด มีลักษณะเป็นเกาะรูปสามเหลี่ยม ส่วนฐานของเกาะอยู่ด้านทิศเหนือ ซึ่งหันเข้าสู่ฝั่งบ้านเพ มีภูเขาสลับซับซ้อนกันอยู่ 2-3 ลูก มีที่ราบอยู่ตามริมฝั่งชายหาด ส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านเหนือ และตะวันออก เหตุที่มีชื่อว่า "เกาะเสม็ด" เพราะเกาะนี้มีต้นเสม็ดขาว และเสม็ดแดงขึ้นอยู่มาก.

การเดินทาง เกาะเสม็ด

รถยนต์ สามารถใช้เส้นทางได้หลายเส้นทาง ได้แก่
เส้นทางแรก ทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) จากกรุงเทพฯ ผ่านอำเภอบางปู อำเภอบางปะกง จังหวัดชลบุรี บางแสน ศรีราชา พัทยา หาดจอมเทียน สัตหีบ อำเภอบ้างฉาง ไปจนถึงอำเภอเมือง จังหวัดระยอง รวมระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 2 ทางหลวงหมายเลข 34 (ถนนบางนา-ตราด) เริ่มจากตรงจุดสิ้นสุดทางด่วนด่านเฉลิมนคร อำเภอบางนา ผ่านอำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 3 ที่กิโลเมตรที่ 70 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากนั้นก็จะผ่านเส้นทางเดียวกันกับเส้นทางที่ 1 รวมระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 3 ทางหลวงหมายเลข 36 (บายพาส 36) จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ 2 จนถึงกิโลเมตรที่ 140 อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 36 จากนั้นให้เดินทางต่อไปยังจังหวัดระยองด้วยระยะทาง 70 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 210 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 4 ทางหลวงหมายเลข 344 (ถนนสายบ้านบึง-แกลง) เริ่มจากจังหวัดชลบุรี ผ่านอำเภอบ้านบึง หนองใหญ่ อำเภอวังจันทร์ และสิ้นสุดที่อำเภอแกลง เป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร (กรุงเทพฯ-ชลบุรี 80 กิโลเมตร) เส้นทางเส้นนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังแหล่งที่องเที่ยวในเขตอำเภอแกลง หรือเดินทางไปยังจังหวัดจันทบุรี หรือจังหวัดตราด และหากต้องการที่จะเดินทางเข้าสู่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3 โดยย้อนกลับมาอีกประมาณ 42 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 5 ทางหลวงหมายเลข 7 (สายมอเตอร์เวย์) เริ่มจากถนนพัฒนาการ เขตประเวศ กรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดที่ จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 75 กิโลเมตร จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 36 เป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร จนถึงอำเภอเมือง จังหวัดระยอง รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 175 กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง จาก สถานีขนส่งสายตะวันออก ( เอกมัย) มีรถประจำทางไปยังตัวจังหวัดระยอง และอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดหลายเส้นทาง ได้แก่
สายกรุงเทพฯ - ระยอง, บ้านเพ, แกลง, แหลมแม่พิมพ์, มาบตาพุด, ประแสร์ เป็นต้น
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โทร. 0 2391 2504
สถานีเดินรถโดยสาร จังหวัดระยอง
โทร. 0 3861 137 9
และมีบริษัทเดินรถเอกชนที่วิ่งบริการ เส้นทางสายด่วน มอเตอร์เวย์ ได้แก่ บริษัท ระยอง ทัวร์
โทร. 0 2712 3662
สาขาระยอง โทร. 0 38 86 1 354-5
จาก สถานีขนส่งหมอชิต ถนนกำแพงเพชร 2 มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถ ธรรมดา และรถปรับอากาศชั้น 2 หมอชิต- ระยอง ออกทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 04.30-16.30 น.
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2936 2841
ส่วนรถปรับอากาศสายด่วน วิ่งเส้นบางนา-ตราด ออกตั้งแต่เวลา 04.30-21.00 น. ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ระยองทัวร์ กรุงเทพฯ โทร. 0 2 936 1216 สาขาระยอง โทร. 0 3886 1354-5

การเดินทางจากบ้านเพไป เกาะเสม็ด

จากท่าเรือบ้านเพ มีเรือโดยสารบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง (รอผู้โดยสารอย่างน้อยประมาณ 20 คนจึงออกเรือ) ค่าโดยสารระหว่างบ้านเพ-หาดทรายแก้ว (ท่าเรือหน้าด่าน)
ไป-กลับ 100 บาท เรือเมล์ 8.00 - 16.00 น.ใช้ เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที

เรือ speed boat
ราคาประมาณ 1,500 - 2,600 บาทต่อเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมงขึ่นอยู่กับจำนวนคนและขนาดของเรือ (รายละเอียดด้านล่าง) จากบ้านเพไปหาดต่างๆ ถ้าท่านพลาดเรือที่ไปยังอ่าวๆต่างๆที่ออกเป็นเวลาท่านสามารถนั่งเรือมาลงท่าเรือหน้าด่าน ค่าโดยสารประมาณ 50 บาทต่อคนใช้เวลาประมาณ 40 นาที ที่นี่มีบริการรถสองแถวและมอเตอร์ไซต์ ไปยังหาดต่างๆ ราคาขึ้นอยู่ระยะทางไปหาดนั้นๆ จากบ้านเพ-อ่าววงเดือน และะมีเรือออกเวลา 9.30 , 13.30 , 15.30 น. (ท่าเรือสะพานใหม่)ไป-กลับ 120 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ท่าเรือนวลทิพย์ โทร. 0 3865 1508, 0 3865 1956

การเดินทางบน เกาะเสม็ด

บนเกาะมีถนนสายเดียวเป็นทั้งคอนกรีตบ้างสลับกับลูกรังและดิน สองแถวดูจะเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด อัตราค่าโดยสาร หาดทรายแก้วคนละ 10 บาท เหมา 100 บาท อ่าวไผ่คนละ 20 บาท เหมา 150 บาท อ่าวพร้าวอ่าววงเดือนคนละ 30 บาท เหมา 200 บาท อ่าวหวาย อ่าวเทียน 40 บาทต่อคน เหมา 300-400 บาท อ่าวกิ่วคนละ 50 บาท เหมา 500 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการจญภัยและสนใจมอเตอร์ไซต์เช่า ขับไม่คล่องอย่าลองจะดีกว่าเพราะสภาพถนนเป็นดินสลับหินและลาดชัน ราคาเริ่มต้น 300 บาทต่อวัน ขึ่นอยู่กับการต่อรอง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก....http://www.koh-samet.org/go-to-samet.htm